Display Page
เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย พ.ศ.2562 VS 2566(National Survey)
Author : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล (2026-05-21)
เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย พ.ศ.2562 VS 2566(National Survey)
Author :นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

สรุปผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย (พ.ศ. 2562 และ 2566)

  1. บริบทและวัตถุประสงค์การสำรวจ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy - HL) คือทักษะทางปัญญาและสังคมที่ช่วยให้บุคคลสามารถเข้าถึง เข้าใจ ซักถาม และใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจดูแลสุขภาพของตนเองและสังคม ประเทศไทยมีการสำรวจระดับชาติครั้งที่ 1 ในปี 2562 และครั้งที่ 2 ในปี 2566 เพื่อติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)
  2. สถานการณ์และแนวโน้มความรอบรู้ด้านสุขภาพ ภาพรวมประเทศ: การสำรวจปี 2566 พบว่าประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 80.9 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพียงพอ ซึ่งหากนำข้อมูลปี 2562 มาคำนวณใหม่ด้วยเกณฑ์เดียวกันจะพบว่าเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 55.3 ความแตกต่างรายพื้นที่: ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างเขตสุขภาพ โดยเขตสุขภาพที่ 6 มีสัดส่วนกลุ่มที่เพียงพอสูงสุด (ร้อยละ 96.8) ในขณะที่เขตสุขภาพที่ 12 มีสัดส่วนต่ำสุด (ร้อยละ 59.4)
  3. จุดอ่อนและประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา ทักษะที่ต่ำที่สุด: ทักษะ "การใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจ" เป็นด้านที่คนไทยได้คะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด (3.03 จาก 4 คะแนน) นอกจากนี้ในอดีต (ปี 2562) พบว่าทักษะการซักถามและการเข้าถึงข้อมูลก็เป็นปัญหาสำคัญ หัวข้อสุขภาพที่มีปัญหา: เรื่องที่ประชาชนมีระดับความรอบรู้ต่ำที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาและสุขภาพ (2.95), การดูแลรักษาฉุกเฉิน (2.97) และสุขภาพช่องปาก (2.99)
  4. กลุ่มประชากรเสี่ยงที่สำคัญ จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ พบกลุ่มเสี่ยงที่มักมีความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่เพียงพอ ดังนี้: ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): มีโอกาสมี HL ไม่เพียงพอมากกว่ากลุ่มคนอายุน้อยถึง 3.19 เท่า ระดับการศึกษา: ผู้ที่ไม่เคยเข้าเรียนหรือมีการศึกษาต่ำ (ระดับประถม) มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มที่มีการศึกษาสูงอย่างมีนัยสำคัญ สถานะทางเศรษฐกิจ: ผู้ที่มีรายได้ขัดสนหรือไม่เพียงพอ และกลุ่มผู้ว่างงาน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร: ผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ หรือไม่ใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย (เช่น Line, Facebook) เพื่อรับข้อมูลสุขภาพ มีแนวโน้มจะมี HL ต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้สื่อเหล่านี้เป็นประจำ
  5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผลการสำรวจนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย 13 ฉบับ (Policy Briefs) ตามบริบทของแต่ละเขตสุขภาพ โดยมีแนวทางหลักคือ: การออกแบบโปรแกรมเฉพาะกลุ่ม: มุ่งเน้นการส่งเสริม HL ในผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย โดยใช้สื่อที่เข้าใจง่ายและใช้ภาพประกอบ การสร้างบุคลากรเครือข่าย: พัฒนา อสม. และบุคลากรสาธารณสุขให้เป็น "Health Coach" หรือ "นักอาสารอบรู้ชุมชน" เพื่อทำหน้าที่สื่อสารและเสริมพลังในระดับพื้นที่ การลดความซับซ้อนของระบบ: ปรับปรุงข้อมูลบริการสุขภาพและฉลากผลิตภัณฑ์ยาให้เป็นมิตรต่อผู้รับบริการ (HL-Friendly) การใช้เทคโนโลยี: นำ AI และสื่อดิจิทัลมาช่วยในการตรวจสอบข่าวลวงและกระจายข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องให้กับประชาชนทุกช่วงวัย