Display Page
วิกฤตสภาพคล่องสู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืน: จากเน้น "การรักษา" สู่ PHC เพื่อบรรลุ SDG
Author : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล (2026-05-26)
วิกฤตสภาพคล่องสู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืน: จากเน้น "การรักษา" สู่ PHC เพื่อบรรลุ SDG
Author :นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
  1. วิกฤตการณ์และความท้าทายในปัจจุบัน ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความยั่งยืนทางการเงิน" อย่างรุนแรง โดยในปี 2569 โรงพยาบาลรัฐประสบปัญหาขาดสภาพคล่องและติดค่ายาบริษัทรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก: สังคมผู้สูงอายุและโรค NCDs: ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นจากพฤติกรรมเนือยนิ่งและการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ภาวะถดถอยของอายุขัย: ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้อายุขัยเฉลี่ย (Life Expectancy) ของคนไทยลดลงเหลือ 74.3 ปี ซึ่งถือเป็นระดับที่ถอยหลังไปถึง 10 ปี (เท่ากับปี 2554) ภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์: อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงถึง 10.8% ในขณะที่ GDP ประเทศเติบโตเพียง 2% ทำให้การคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) เผชิญความเสี่ยง
  2. ปัญหาเชิงระบบและพฤติกรรมการใช้บริการ นโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" แม้จะเพิ่มความสะดวกแต่ส่งผลกระทบต่อหลักการ "Gate Keeper" ทำให้ผู้ป่วยข้ามขั้นตอนจากปฐมภูมิไปใช้บริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (รพศ./รพท.) ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าโรงพยาบาลชุมชน นอกจากนี้ การเน้นงบประมาณไปที่การ "ซ่อม" (รักษา) ซึ่งมีจุดคุ้มทุน (ROI) ต่ำ แทนที่จะเน้นการ "สร้าง" (ส่งเสริม/ป้องกัน) กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว
  3. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy: HL) ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อน HL ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดโรค NCDs โดยเป้าหมายคือการยกระดับจาก Functional HL ไปสู่ Interactive และ Critical HL เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) และการเสนอเชิงนโยบาย (Advocacy) ผลลัพธ์ของ HL ตามกรอบแนวคิดของ Sorensen จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโดยรวม (Total Health Expenditure), เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างความเท่าเทียม (Equity) ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืน
  4. การสร้างระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน (Resilience & Sustainability) เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3) ภายในปี 2030 ประเทศไทยจำเป็นต้องยึดหลักการดังนี้: สาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care: PHC): เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ UHC ยั่งยืน โดยต้องอาศัย 3 เสาหลัก คือ บริการแบบบูรณาการ, นโยบายข้ามสาขา และการเสริมพลังให้ชุมชน บทเรียนจากอดีต: นำแนวคิด 4 เสาหลักของ นพ.อมร นนทสุต มาปรับใช้ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน (อสม.), เทคโนโลยีที่เหมาะสม, การเชื่อมต่อบริการที่ไร้รอยต่อ และความร่วมมือข้ามกระทรวง WHO Framework for Resilience (2022): เน้นการทำงานเชิงระบบที่เชื่อมโยงบริการสาธารณสุขพื้นฐาน (EPHFs) เข้ากับความมั่นคงทางสุขภาพเพื่อรับมือกับวิกฤตโลก เช่น สงครามหรือโรคระบาดใหม่ บทสรุป: การแก้ปัญหาของระบบสุขภาพไทยไม่ใช่เพียงการ "เติมเงิน" เข้าไปในระบบ แต่ต้องปรับทิศทางทางยุทธศาสตร์มาเน้น "การสร้างนำการซ่อม" และออกแบบระบบสุขภาพที่ "เพื่อประชาชนและโดยประชาชน" เพื่อไม่ให้การตัดสินใจในวันนี้กลายเป็นหายนะต่อคนรุ่นหลัง