Health Literacy Media Display
ถอดรหัสความสำเร็จความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเทศไทย
นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล (2025-11-20)
การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของไทย ใช้การเสริมแรง (Synergy) 2 ด้าน คือ จากบนลงล่าง (Top Down) โดยเริ่มจากแผนปฏิรูประเทศด้านสาธารณสุข ในช่วงปี พศ.2558-2560 ซึ่งผูกพันให้แผนระดับชาติระยะยาว ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผน 5 ปี ได้แก่พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาสาธารณสุข 5 ปี ต้องบรรจุเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้าไปอยู่ในแผน ทำให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันขับเคลื่อนแผน และมีการควบคุมกำกับตามระบบปกติของการควบคุมแผนชาติระยะยาว (Measurement : Monitor and Evaluation) และด้านที่ 2 คือจากล่างขึ้นบน (Bottom up) โดยประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (Collaboration) ทั้งภาครัฐ เอกชน และสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย (THLA) เข้ามาร่วมดำเนินการ (Implementation) โดยการขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบ่งได้เป็น 1.การขับเคลื่อนในระดับบุคคล (Personal based Health Literacy) ได้แก่ การกำหนด key messages จำนวน 66 หัวข้อ ซึ่งถือเป็นหัวข้อที่สำคัญในการปฏิบัติตัวของประชาชน ถือเป็นการวางพื้นฐานของความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน 2.การขับเคลื่อนผ่าน Setting ต่างๆ ให้เป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (Setting based Health Literacy) โดยเน้นใน 4 Settings ได้แก่ Healthcare , Education , Workplace และ Community setting. แนวคิดนี้มาจากการมองว่า การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่ใช้เป็นภาระของประชาชนด้านเดียว แต่องค์กรและระบบต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับองค์กร (Organizational Health Literacy (OHL) เพื่อลดความซับซ้อนของระบบและการสื่อสารขององค์กรให้ง่ายต่อความเข้าใจ 3.การขับเคลื่อนผ่านประเด็นทางสุขภาพ (Issues based Health Literacy) เป็นการขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพตามประเด็นที่มีระดับความสำคัญสูง ได้แก่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (Mental Health Literary หรือ MHL) ความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Rational Drug Use Literacy หรือ RDU-L) ความรู้ด้านการใช้หรือสั่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุสมผล (Rational Laboratory Use Literacy หรือ RLU-L) จากการเสริมพลังในระดับ Top Down และ Bottom up ทำให้ การสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับประเทศ เพิ่มจากร้อยละ 55 (N= 17,530) เป็นร้อยละ 80.9 (N=17,780) แต่ยังมีประเด็นท้าทายคือ จากผลการบันทึกใน App สาธารณสุขอุ่นใจ ด้วยคำถาม 4 ข้อ (Q4) ร้อยละ 93.6 ผ่านเกณฑ์ว่าเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (N=14,417) ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอ ร้อยละ 90.05% แต่มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ปกติ เท่ากับร้อยละ 65.72 , 36.52 และ 45.6 ตามลำดับ (N=706,488) แสดงถึงยังมีช่องว่างระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางสุขภาพอยู่