เทียนอันเหมิน และ วังต้องห้าม (Forbidden City) ปักกิ่ง
บันทึกภาพเมื่อ : 28 กย. 56
Capital Airport ของเมืองปักกิ่ง ขาเข้าเมืองปักกิ่งมีดาราเกาหลีมาที่ปักกิ่ง มีแฟนคลับมารับที่สนามบินกันพอประมาณ ไม่มากเท่าแฟนคลับไทย
บรรยากาศของเมืองปักกิ่ง ทีแรกนึกว่าหมอกลงทั้งวัน แต่ทราบจาก Guide ว่าเป็นการผสมกันระหว่าหมอกับ PM 2.5
ทานอาหารเช้าที่ภัตาคารจีน ซึ่งภัตาคารมีสัญญลักษณ์โคมแดง
คณะผู้ไปดูงานได้แก่ ท่านผู้ช่วย รมต. อธิบดี และรองอธิบดีกรมอนามัย ผอ.สำนักส่งเสริม และ ผอ.ศูนย์อนามัย
อาคารในตัวเมืองปักกิ่ง ในระหว่างทางที่เดินทางไปจัตุรัสเทียนอันเหมิน
คณะดูงานเดินทางมุ่งหน้าไปที่เทียนอันเหมิน โดยใช้ธงชาติไทยเป็นสัญญลักษณ์ กันพลัดหลง จะได้มองหาธงชาติไทย
ถนนบริเวณโดยรอบนั้นเดิมเป็นกำแพงวัง ต่อมาได้รื้อกำแพงวังออกเพื่อสร้างถนน และตึกใหญ่ที่เห็นหลังรถบัสคือ ประตูที่ 1 น่าจะเรียกว่าตึกมากกว่าประตู (เหมิน) โดยในสมัยก่อน จะเข้าวังได้ต้องผ่านจากประตูนี้ก่อน ส่วนประตูที่เหลือจะกล่าวต่อไป
ถัดมาเป็นประตูที่ 2 จะเข้าสู่วังต้องห้าม
พวกเราเดินจากถนนตรงข้าม เพื่อจะมาถึงทางข้าม เพื่อข้ามถนนมาอีกฝั่ง ต้นไม้ที่เห็นอยู่ทางขวามือเรียกว่าต้นหลิว
พิพิธภัณฑ์ของจีนที่สร้างอย่างใหญ่โต
ถ่ายรูปรวมรุ่นแพทย์เชียงใหม่ ท่าน ผู้ช่วยรัฐมนตรี ท่านอธิบดี และท่าน ผอ.ศูนย์อนามัยที่ 10
Memorial Hall of Chairman Mao เป็นตึกที่เก็บศพของ เหมาเจ๋อตุง สร้างระหว่างประตู 2 กับประตู 3 (เทียนอันเหมิน) ท่านประธานเหมาได้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 30 ปี ศพเก็บไว้ในโรงแก้ว เพื่อให้ประชาชนไปคาราวะ เนื่องจากรอแถวยาวมากเลยไม่มีโอกาสเข้าไปคาราวะท่านประธานเหมา เลยคารวะท่านที่ถนนฝั่งตรงข้าม
ที่เห็นเป็นแท่งคืออนุสาวรีย์วีระชน (Monament of the people's Heroes) และด้านหลังคือ หอประชุมสภาประชาชน (Hall of the people)
เนื่องจากวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติของจีน วันที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนนำโดยท่านประธานเหมาประกาศชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยจอมพลเจียงไคเช็ค จึงนำกรถางดอกไม้ใหญ่มาวาง ปกติจะไม่มีกระถางดอกไม้นี้
Zoom ให้เห็นอนุสาวรีย์วีรชน ให้ชัด
กำลังจะข้ามถนนมาอีกฝั่ง เพื่อจะมาที่ฝั่งที่มีกระถางดอกไม้ใหญ่ ฝั่งนี้จะสามารถถ่ายรูปเห็น เทียนอันเหมินที่เป็นประตูที่ 3 ได้
ถ่ายภาพเทียนอันเหมิน ที่มีรูประธานเหมาติดอยู่หน้าประตู ด้านหน้ามีถนนซึ่งเราจะต้องข้ามถนนเพื่อจะเข้าสู่ประตูเทียนอันเหมาเพื่อเข้าวัง
ตำรวจหรือทหารจีนไม่ทราบ ยืนอย่างสง่า ที่ประเทศจีน ทหารกับตำรวจ คัดสรร พวกที่รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ไม่ลงพุง ต่างจากบ้านเรา
ถ่ายรูปให้เห็นเทียนอันเหมิน เพื่อให้รู้ว่าได้มีโอกาสมา ปกติชอบถ่ายรูปคนอื่น แต่ไม่ชอบให้ถ่ายรูปตัวเอง และชอบถ่ายวิวมากกว่าคน
พวกเรากำลังจะข้ามถนนไปฝั่งประตูเทียนอันเหมินที่อยู่ตรงข้าม ได้เล่าแต่แรกว่า ถนนที่รถวิ่งคือกำแพงวัง ต่อมารื้อกำแพงวังมาสร้างเป็นถนนแทน ถ้าจะเข้าวังต้องผ่านทีละประตู
ถนนเส้นที่เราจะข้ามเพื่อจะไปที่เทียนอันเหมิน ถนนเส้นนี้ตัดใหม่ โดยไม่น่ามีกำแพงวังด้านหน้าประตู
คนเป็นจำนวนมากทั้งคนจีนที่ไม่ได้อยู่ในปักกิ่ง และนักท่องเที่ยวกำลังลงอุโมงเพื่อเป็นทางข้ามเพื่อเข้าสู่ประตูเทียนอันเหมิน
ด้านหน้าของประตูเทียนอีนเหมิน เทียน แปลว่าสวรรค์ อัน ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร ส่วนเหมิน แปลว่า ประตู น่าจะแปลว่าประตูไปสู่แดนสวรรค์ หรือผ่านประตูนี้ไปแล้วคือวังที่เสมือนหนึ่งเป็นสวรรค์
วังต้องห้ามสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง โดยราชวงศ์หมิงมีจักรพรรดิ 16 องค์ จักรพรรดิ 2 องค์แรกตั้งเมืองหลวงที่ นานกิง ต่อมาองค์ที่ 3 คือ จักรพรรดิหย่งเล่อ ย้ายเมืองหลวงมาที่ปักกิ่ง เมื่อปี 1945 เนื่องจากจะได้สามารถรับมือกับแมนจูหรือมองโกล ซึ่งอยู่ทางเหนือได้ และได้สร้างวังต้องห้าม เมื่อประมา 600 ปีที่แล้ว โดยใช้เวลาสร้าง 14 ปี
สิ้นสุดราชวงศ์หมิง เป็นราชวังชิง ซึ่งเป็นราชวงศืแมนจู มีจักรพรรดิทั้งหมด 10 องค์ จักรพรรดิองค์สุดท้ายชื่อ ผู่อี๋ ก่อนที่จะถูก ซุนยัดเซ้น ปฏิวัติ เปลี่ยนการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ ในปี 2455 แต่ยังยอมให้ฮ่องเต้อยู่แต่ในวังต้องห้ามได้ช่วงแรก
รูปของประธานเหมาที่ติดอยู่หน้าประตูเทียนอันเหมิน โดยรูปนี้จะเปลี่ยนทุกปี เพื่อรองรับวันชาติของสาธารณรับประชาชนจีน (1 ตุลาคม )
สิงห์โตคู่ที่อยู่หน้าเทียนอันเหมิน เป็นสิงห์โตเมื่อ 600 ปีที่แล้วที่สร้างวังต้องห้าม
เดินเข้าประตูเทียนอันเหมิน ประตูที่ 3 เพื่อที่จะตรงไปประตูที่ 4
ประตูเทียนอันเหมิน ถ่ายจากด้านในออกมาด้านนอก รูปที่ผ่านมาเราถ่ายจากด้านนอกประตูเทียนอันเหมิน
เดินหน้ามุ่งตรงไปยังประตูที่ 4 เห็นประตูที่ 4 ซึ่งเห็นแต่ไกล
เข้ามาใกล้ประตูที่ 4 มากขึ้น
ใช้กล้อง Zoom จากนอกประตูหมายจะดูชื่อประตูที่ 4 ว่าชื่ออะไร เห็นชื่อ 2 คำ คำแรกอ่านไม่ออก แต่คำที่ 2 อ่านว่าเหมิน ซึ่งเหมินแปลว่าประตู ใครอ่านตัวแรกออกช่วยบอกด้วย
เดินเข้าประตูที่ 4 ที่ประตูจะเห็นปุ่มทองเหลืองทั้งหมด 81 ปุ่ม ซึ่งมี 9 แถว ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง รวม 81 ปุ่ม ซึงทุกประตูจะมีลักษณะเช่นนี้
เดินมุ่งไปยังประตูที่ 5
ก่อนจะเข้าประตูที่ 5 ตั้งซื้อตั๋วเข้าชม คนละ 60 หยวน หรือประมาณ 300 กว่าบาท ไทย
ท่านอธิบดีกำลังส่งรูป และ Comment ผ่าน Facebook โดยทำแบบ Real Time ไม่นานก็เห็นมีคนกด Like มาเป็นสิบ
หลังจากซื้อตั๋วก็เข้าแถวผ่านประตู 5 ใช้กล้องซูมชื่อประตูแล้ว มี 2 คำเหมือนกัน คำแรกอ่านไม่ออก เลยไม่ได้ซูมเข้าไปถ่าย
ธงไทยนำหน้าผ่านเข้าประตู 5
เห็นตึกด้านหน้าแต่ไกล ซึ่งก็คือประตูที่ 6 ไม่รู้เรียกประตูได้อย่างไร เพราะเป็นตึกชัดๆ
เดินตรงไปยังประตูที่ 6
เข้าไปใกล้ประตูที่ 6 มากขึ้น
ซูมป้ายชื่อประตู อ่านว่า ไท้เหอเหมิน (ไท้แปลว่ายิ่งใหญ่ เหอ ล่ามบอก แปลว่า ความร่วมมือร่วมใจ เหมิน แปลว่าประตู ) หรือ ประตูแห่งความร่วมมือร่วมใจที่ยิ่งใหญ่
ที่อาคารระบุเป็นชื่อประตู แต่เป็นตึกที่ใหญ่มาก อาคารนี้เสมือนเป็นประตูที่จะผ่านไปสู่ ศาลาว่าราชการขององค์จักรพรรดิ
ช่องตรงกลางที่ที่จะเข้าสู่อาคารปิดไว้ เนื่องจากเป็นทางเดินของฮ่องเต้ คนจีนด้านซ้ายจะใหญ่กว่าด้านขวา ฮ่องเต้จะเดินขึ้นตึกทางด้านซ้ายมือ ตรงกลางเป็นปูนปั้นลายมังกร
ซูมให้เห็นปูนปั้นลายมังกรให้ชัดๆ
ท่านอธิบดี ถ่ายรูป กับ ผอ.สำนัก ส่งเสริม ที่ ไท้เหอเหมิน ประตูที่ 6
ลวดลายในส่วนเพดานของประตูที่ 6 ไท้เหอเหมิน
ลอดผ่านประตูที่ 6 ที่ตรงนี้
มุ่งหน้าไปสู่อาคารที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งอาคารนี้เป็น High Light ของวังต้องห้าม คือ ศาลาว่าราชการของจักรพรรดิ
ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการของจักรพรรดิ เพื่ออยากไปดู บัลลังก์ของจักรพรรดิ และพระนางซุสีไทเฮา ว่าราชการหลังม่านไม้ไผ่ นั้นมีรูปร่างลักษณะอย่างไร
นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังขึ้นบันได ด้านซ้ายและด้านขวา ส่วนตรงกลางเป็นบันไดของฮ่องเต้ ปิดไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้น
ใช้กล้องซูมเข้าไป มี 3 คำ อ่านว่า ไท้ เหอ เตี้ยน คำว่าเตี้ยน แปลว่า อาคารขนาดใหญ่ที่สำคัญ สรุปศาลาว่าราชการของจักรพรรดิหลังนี้น่าจะแปลว่า ศาลาว่าราชการแห่งความร่วมมือร่วมใจที่ยิ่งใหญ่
อาคารในวัง ถ้าจะดูว่าหลังไหนสำคัญมาก หลังไหนสำคัญน้อย ให้ดูที่หลังคาว่ามีมังกรกี่ตัว ถ้ามี 9 ตัวแสดงว่าอาคารหลังนั้นสำคัญ ถ้าเปรียบก็เหมือนกับฉัตรของประเทศไทย ฉัตร 9 ชั้นบ่งบอกถึงในหลวง พระบรมวงศานุวงศืก็ใช้ฉัตร 7 ชั้น 5 ชั้น ลดหลั่นลงมา
ผู้คนมากมายเข้ามาชม ศาลาว่าราชการของจักรพรรดิ
หน้าศาลาว่าการของจักรพรรดิ จะมีอ่างน้ำใหญ่ใส่น้ำรอบวัง เพื่อเวลาไฟไหม้จะได้ใช้น้ำเหล่านี้ดับไฟ (สมัยก่อนยังไม่มีถังดับเพลิง) ซึ่งในวังต้องห้ามจะเห็นอ่างใส่น้ำมากมาย
ซูมให้เห็นหัวเสือชัดๆ
หน้าหนาวของปักกิ่ง น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง จึงต้องเตรียมเจาะช่องข้างล่าง เพื่อใส่เชื้อเพลิง ในการละลายน้ำแข็ง
แหวกฝูงชนเข้าไปถ่ายภายในศาลาว่าราชการของจักรพรรดิ เนื่องจากปิดประตูไม่ให้เข้า และข้างในไม่เปิดไฟอีก ทำให้ต้องปรับ Mode กล้องไปใช้แสงน้อย แล้วถ่ายเข้าไป
เห็นบัลลังก์ว่าราชการของฮ่องเต้เหมือนกัน แต่ไม่เห็นม่านไม้ไผ่ที่ซูสีไทเฮาว่าราชการ Guide เล่าว่า พระนางซูสีไทเฮา เป็นผู้สำเร็จราชการแทน ฮ่องเต้ ที่อายุน้อยมาก แต่คนที่นี่งบีลลังก์ได้คือฮ่องเต้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาข้าราชการถวายฎีกา ฮ่องเต้จะนั่งบัลลัง พระนางซูสีไทเฮาจะอยู่ด้านหลัง มีม่านไม้ไผ่กั้น แล้วจะกระซิบว่าจะให้ฮ่องเต้ตอบข้อราชการ
ลวดลายบนเพดานศาลาว่าราชการ มีรูปคล้าย สวัสดิกะ
อาคารบริวาล รายรอบศาลาว่าราชการของจักรพรรดิ กำลังจะเดินออกไปสู่อาคารถัดไป
อาคารที่อยู่ใกล้ศาลาว่าราชการของจักรพรรดิ คือ อาคารที่ให้ฮ่องเต้ เปลี่ยนจากเครืองทรงลำลอง มาเป็นเครื่องทรงเต็มยศของฮ่องเต้ เวลาว่าราชการ ถ่ายด้านข้างเพื่อให้เห็นมิติ
อาคารเปลี่ยนเครื่องทรงของฮ่องเต ถ่ายด้านหน้า
กำลังเดินออกจากอาคารเปลี่ยนเครื่องทรง เพื่อไปยังกลุ่มอาคารของที่พักของฮ่องเต้ มเหสี และสนม Zone นี้เป็น Zone ที่ผู้ชายห้ามเข้า ยกเว้น ฮ่องเต้ กับ ขันที นอกนั้นเป็นผู้หญิงหมด
ออกนอก Zone ว่าราชการไปยังอีก Zone
อาคารหลังนี้ไม่ทราบว่า เป็นอาคารอะไร แต่นับสิงห็โตที่หลังคาได้ 9 ตัว น่าจะเป็นอาคารที่สำคัญ
จำไม่ได้ว่าเป็นอาคารอะไร
เข้ามา Zone ที่พักอาศัย
ห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว
ระหว่างทางที่จะเดินไป Coffee shop & Gift Shop
ทางก่อนจะเข้า Gift Shop
Gift Shop ด้านหน้าเป็น Coffee shop
ทางจะเดินไปยังห้องบรรทมฮ่องเต้
คนกำลังเดินไปดูห้องบรรทมฮ่องเต้
ด้านหลังของห้องบรรทมฮ่องเต้ เบียดเสียดเข้าไปแต่ก็ไม่เห็นอะไร
อธิบดีเช็คชื่อว่าอยู่ครบกันหรือเปล่า
ต้นไม้ที่จักรพรรดิองค์สุดท้าย Puyi ถ่ายร่วมกับ มเหสีของพระองค์
ต้นสนที่มีแขนงแยกออกแล้วโค้งเข้าหากัน เป็นเครื่องหมายแห่งความรัก โดยจักรพรรดิ Puyi ได้ถ่ายภาพคู่กับมเหสีที่หน้าต้นไม้นี้ ภายหลังพิธีอภิเษกสมรส
ผ่านเข้ามาบริเวณสวนด้านหลังของวัง จะเห็นว่าบริเวณวังจะไม่มีต้นไม้ เนื่องจากกลัวจะเป็นสถาที่พลางตัว เพื่อมาทำร้ายฮ่องเต้
เอาปะการังมาทำเป็นสวนหิน
ทางเดินเพื่อไปสู่ทางออก
ประตูทางออกจากวังต้องห้าม
ออกจากวังต้องห้าม ตรงข้ามเป็นเขาลูกเตี้ยๆ และมีอาคารตั้งอยู่บนยอดเขา
ประตูทางออกของวังต้องข้าม เดิมสามารถเข้าออกได้ 2 ทาง ต่อมาทางการจีนให้เดินทางเดียว โดยเข้าทางประตูเทียนอันเหมิน (ประตูที่ 3) จากนั้นเดินทางเดียวมาออกที่ประตูนี้
ด้านนอกประตูวัง ถ่ายให้เห็นบรรยากาศด้านนอกของวัง