ประสาทเมืองสิงห์
บันทึกภาพเมื่อ : 25 มค. 66
ปราสาทเมืองสิงห์ตั้งอยู่ที่เมืองโบราณที่ชื่อเมืองสิงห์ ในท้องที่ ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีเนื้อที่ 641 ไร่ หรือประมาณ 1 ตร.กม. อยู่บริเวณที่ราบริมฝั่ง ทิศเหนือของแม่น้ำแควน้อย พื้นที่โดยรอบโอบล้อมด้วยภูเขาไม่สูงมากนัก ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูเมือง คันดิน และกำแพงเมืองศิลาแลงล้อมรอบ สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 ตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1720-1780) สันนิษฐานว่าสาเหตุที่สร้างเมืองนี้เพื่อคอยดูแล ควบคุมเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างอินเดียกับสุวรรณภูมิ หลังจากที่อาณาจักรขอมล่มสลายในพุทธศตวรรษที่ 19 ที่นี้ก็ถูกทิ้งร้าง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 เมืองสิงห์มีฐานะเป็นเมืองหน้าด้าน ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าเจ้าเมืองสิงห์เป็น พระสมิงสิงห์บุรินทร์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ดังนั้นจึงยุบเมืองสิงห์เป็นเพียงตำบลหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี จนถึงปัจจุบัน จากศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ที่เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา ซึ่งทำโดยเจ้าชายวีรกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีข้อความสรรเสริญความกล้าหาญและบุณกุศลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีข้อความหนึ่งกล่าวถึงเมืองต่างๆ 23 หัวเมืองที่พระราชบิดาประดิษฐาน พระชัยพุทธมหานาถ อันเป็นรูปฉลองพระองค์โดยเฉพาะ ได้ระบุชื่อเมือง 6 เมือง สันนิษฐานว่าเป็นเมืองในภาคกลางของประเทศไทยได้แก่ ลไวทยะปุระ คือละโว้หรือลพบุรีมีพระปรางสามยอดเป็นหลักฐาน สุวรรณปุระ คือเมืองโบราณที่เนินทางพระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี คัมพูกะปัฏฏนะ คือเมืองโบราณที่สระโกสินารายณ์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ชัยราชบุรี วัดมหาธาต อ.เมือง จ.ราชบุรี ศรีชยวัชรบุรี คือวัดกำแพงแลง จ.เพชรบุรี ศรีชัยสิงบุรี เชื่อกันว่าคือเมืองสิงห์ ที่ปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี แต่ก็มีนักวิชาการบางคนเห็นต่างออกไป เนื่องจากยังพบความแตกต่างในรูปแบบของกลุ่มปราสาทขอม ระหว่างพื้นที่แถบตะวันออก และภาคอีสานของไทยกับกลุ่มประสาทขอมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่หลักฐานทั้งหมดก็ไม่ได้ปฏิเสธความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างละโว้กับเมืองพระนครในกัมพูชา
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
เมื่อซื้อบัตรผ่านประตู แล้วขับรถไปจอดที่ลานจอดรถของอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ (โบราณสถานหมายเลข 1)
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
ที่ด้านหน้าของอาคารจ้ดแสดงโบราณวัตถุุ จะมีการนำโบราณวัตถุมาจัดแสดงที่ด้านนอก
ครุฑหินขนาดใหญ่ เห็นแต่ส่วนตัวและส่วนปีก ไม่พบส่วนหัว ไม่ได้พบที่บริเวณนี้ แต่พบที่เมืองครุฑ ที่เป็นเมืองโบราณห่างจากปราสาทเมืองสิงห์ประมาณ 10 กม. สันนิษฐานว่าเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองสิงห์ การเดินทางยากลำบาก โบราณสถานอยู่ท่ามกลางไร่อ้อย มีเพียงซากศิลาแลงเท่านั้น จึงนำโบราณวัตถุมาเก็บไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
แสดงก้อนศิลาแลงที่มีรูอยู่ เพื่อสอดไม้เข้าไปในรูเพื่อทำการเคลื่อนย้าย รวมถึง แท่นโยนีโสละนะ ที่แสดงความเป็นเพศหญิงตามคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์
โบราณสถานหมายเลข 1. ซึ่งเป้นที่ตั้งของประสาทประธานของปราสาทเมืองสิงห์ เป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่กลางเมือง เป็นได้ชัดเมื่อผ่านประตูเมือง
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
แบบแผนของปราสาทเขมร จะประกอบด้วยส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.กำแพงแก้ว คือส่วนของกำแพงด้านนอกสุด 2.เมื่อผ่านจากกำแพงแก้วเข้ามาจะเจอซุ้มประตูทางเข้า เรียกว่า โคปุระ ปกติจะมี 4 ทิศคือ ทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ โดยปกติ ประสาทประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในส่วนของปราสาทเมืองสิงห์นั้น โคปุระที่สมบูรณ์ที่สุดคือ โคปุระทางทิศตะวันตก คือเห็นทั้ง ตัวเรือน ชั้นซ้อนและบัวยอด โคปุระทางทิศตะวันออก ส่วนบัวยอดได้พังลงมา ส่วนโคปุระทางทิศเหนือและใต้เหลือแต่ตัวบางส่วนของตัวเรือนเท่านั้น 3. ส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างโคปุระทั้ง 4 ทำหน้าที่เป็นกำแพงชั้นใน เรียกว่าระเบียงคด 4.ภายในระเบียงคต จะมีปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง และมีบรรณาลัย คือที่เก็บคัมภีร์ต่างๆ อยู่ทางด้านข้างๆของปราสาทประธาน
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
ระยะห่างจากประตูเมืองประมาณ 200 เมตร ก็ถึงชานศิลาแลง ลักษณะเป็นเป็นชานศิลาแลงรูปกากบาท ตัวชานมีลักษณะเป็นฐานเขียงลดชั้นขึ้นมาเป็นเส้นลวด และฐานบัวคว่ำมีหน้ากระดานเป็นลูกฟูก ส่วนบนทำเป็นหน้ากระดานเรียบ ปลายด้านทิศตะวันตกต่อกับซุ้มประตูกำแพงแก้ว ปลายด้านตะวันออก เหนือ และใต้เป็นบันไดทางขึ้น ที่ขอบชานโดยรอบสกัดเป็นร่องตื้นๆ กว้างประมาณ 1 ฟุต ยาวขนานคล้ายเป็นระเบียงของชาน หากเปรียบเทียบกับโบราณสถานขอมอื่นๆ แล้วอาจเทียบได้กับสะพานนาค แต่ไม่ปรากฏร่องรอยราาสะพาน อาจเป็นเพราะสร้างไม่เสร็จหรือชำรุดสูญหาย
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
ถัดจากชานหรือสะพานนาคเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งเป็นกำแพงล้อมรอบปราสาทขนาดกว้าง 81 เมตร ยาว 97 เมตร กำแพงส่วนใหญ่หักพังลงมา เหลือกำแพงที่สมบูรณ์อยู่บางส่วนที่ย่านกลางของกำแพงด้านตะวันออก และตะวันตก เป็นช่องประตูทางด้านหน้าและด้านหลัง
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
เดินผ่านกำแพงแก้วเข้าไปจะเป็นลานศิลาแลงสี่เหลี่ยมกว้าง 23.6 เมตร และยาว 25.60 เมตร เป็นลานทางเดิน 3 แนว ซึ่งเชื่อมต่อกัน ตัดกันเป็นรูปกากบาท แนวทางเดินดังกล่าวยกสูงจากพื้นเล็กน้อย จึงทำให้เห็นแอ่งตื้นๆรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ 4 มุม ขนาดกว้างยางประมาณ 4 เมตรลึก 15 ซม. รอบๆแอ่งมีหลุมสี่เหลี่ยมประมาณ 34-35 หลุมเรียงกันเป็นระยะ สันนิษฐานว่าคงเป็นหลุมเสารองรับหลังคาคลุมทางเดินกากบาท ลานทางเดินเชื่อมระหว่างบันไดทางขึ้นโคปุระด้านทิศตะวันออกกับกำแพงแก้ว ถัดจากลานหน้าประสาทมีบันไดขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งเป็นปราสาทหลังเดียวหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยระเบียงคต ขนาดด้านทิศตะวันออกและตะวันตกยาว 36 เมตร และด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาว 42 เมตร และส่วนตรงกลางของระเบียงคตมีซุ้มประตูหรือโคปุระ โคปุระด้านตะวันออกเหลือส่วนยอดไม่สมบูรณ์ โคปุระที่สมบูรณ์ที่สุดอยูุ่ทางด้านหลัง (ทิศตะวันตก) ลักษณะของโคปุระมีองค์เรือนธาตุ เป็นฐานบัวคว่ำตั้งอยู่บนเขียง มีลวดบัวสามเส้นโดยรอบส่วนบนของโคปุระทำเป็นชั้นรัดเกล้าซ้อนกัน 3 ชั้น ต่อจากชั้นรัดเกล้าทำเป็นลักษณะโค้งมน คล้ายบัวคว่ำแล้วจึงต่อยอดสุดด้วยอัมลกะ ลักษณะเป็นแฉก คล้ายกลีบดอกไม้
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
เมื่อยืนที่โคปุระด้านตะวันออก มองลอดช่องมาจะเห็น สิ่งเคารพที่ตั้งอยู่ในห้องหลักที่ใช้ทำพิธี (ห้องครรภคฤหะ) ภายประสาทประธาน
ถ่ายให้เห็นซุ้มด้านบนของโคปุระทางทิศตะวันออก
จากโคปุระด้านตะวันออกจะเป็นทางผ่านเข้าสู่มุขด้านหน้าของตัวปราสาทประธาน ซึ่งเป็นลานกว้างปูด้วยศิลาแลง เชื่อมต่อระหว่างประสาทประธานกับโคปุระด้านตะวันออก ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของลานนี้ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือที่เรียกว่าบรรณาลัย ขนาดกว้าง 2.5 เมตรยาว 5.5 เมตร
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
ฐานของบรรณาลัยเป็นทรงบัวคว่ำมีช่องประตูทางด้านทิศตะวันตกเพียงด้านเดียว ส่วนทางด้านตะวันออกทำเป็นประตูหลอก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ทำเป็นช่องแสงเล็กๆ ด้านละ 4 ช่อง ส่วนบนของอาคารพังทลายลงหมด
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
กึ่งกลางของกลุ่มอาคารนี้คือ ปราสาทประธาน ลักษณะเป็นปราสาทองค์เดียว ตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ ขนาดกว้าง 13.2 เมตร มีมุขยื่นออกไปรับกับมุขด้านในของโคปุระทั้ง 4 ทิศ มุขด้านตะวันออกยาวกว่ามุขด้านอื่นๆ ตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐานปัทม์หรือบัวคว่ำและบัวหงายซ้อน 3 ชั้น บริเวณส่วนบนขององค์เรือนธาตุ และส่วนยอดของปราสาทพังทลายหมด มีบันไดทางเข้าที่มุขด้านทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือและทิศใต้
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
รูปเคารพ พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมี จำลอง ส่วนองค์จริงเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์
ลักษณะเป็นรูปบุรุษประทับยืน มีหนึ่งเศียร 8 กร
พระวรกายด้านล่างนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้น ชายผ้าเป็นริ้วรูปหางปลาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง คาดเข็มขัด ผ้านุ่งมีลายลูกประคำ นอกจากนี้ยังมีรูปบุคคลขนาดเล็กนั่งขัดสมาธิอยู่รอบข้อพระบาทและโคนนิ้วพระบาททั้ง 10 ด้วย
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
จากภายในองค์ประสาทด้านทิศเหนือ มีรางน้ำมนต์รองรับน้ำสรงรูปเคารพ หรือนำมนต์ให้ไหลลงฐานโยนีโสละนะออกมาด้านนอก และมีแอ่งรับน้ำปรากฏอยู่ที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือขององค์ปราสาทประธาน
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
พระพักตร์รูปสี่เหลี่ยมพระเนตรปิด พระขนงหนา มีพระเนตรที่สามกลางพระนลาฏ (หน้าผาก) พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์อมยิ้ม พระเกตุมาลาเป็นรูปทรงกระบอก ปลายตัดด้านหน้าสลักเป็นรูปพระ ธยานิพุทธอมิตาภะ พระเกศา พระเกตุมาลา พระพาหา พระวรกายท่อนบนด้านหน้า และพระวรกายท่อนด้านหลังครึ่งหนึ่งสลักเป็นรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิขนาดเล็กประดับเต็มกลางพระอุระ และรอบบั้นพระองค์มีรูปบุคคลขนาดใหญ่ประดับอยู่ด้วย
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
รูปเคารพ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมี ที่พบในปัจจุบันมี 11 องค์ อยู่ที่ไทย 5 องค์ โดยพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ 1 องค์ เป็นองค์ที่สมบูรณ์ที่สุด เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พระนคร องค์ที่ 2 พบที่ โบราณสถานจอมปราสาท ในบริเวณโกสินารายณ์ อ.บ้านโป่ง ราชบุรี เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี องค์ที่ 3 พบที่ปราสาทกำแพงแลง เพชรบุรี เก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครคีรี เพชรบุรี องค์ที่ 4-5 พบที่ถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมือง ลพบุรี ซึ่งปัจจุบันซ่อมแปลงเป็นทวารบาลเฝ้าประตู
ด้านหลังของปราสาทประธาน เป็นโคปุระและระเบียงคตด้านตะวันตก ถัดออกไปเป็นกำแพงแก้วด้านตะวันตก และชานปูด้วยศิลาแลงเป็นรูปกากบาท มีลักษณะเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยมีปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับกำแพงแก้วเช่นเดียวกัน
ภายในโคปุระด้านตะวันตก มีปฏิมากรรมรูปเคารพ นางปรัชญาปารมิตา หรือนางปรัชญาบารมีเทพีในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ซึ่งมีที่มาจากคัมภีร์สำคัญของศาสนาพุทธ คือคัมภีร์ปรัชญาปารมิตา รูปนางปรัชญาปารมิตา ที่พบที่ปราสาทเมืองสิงห์มี 4 องค์ แต่สมบูรณ์เพียง 2 องค์ เป็นแบบ 1 เศียร 2 กร มีพระธยานิพุทธอมิตาภะประดับด้านหน้าพระเกตุมาลา องค์ที่มีพระหัตถ์สมบูรณ์นั้น พระหัตถ์ขวาถือดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายถือคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร (ซึ่งต่างจากลักษณะที่พบในกัมพูชาที่พระหัตถ์ขวาถือ คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว) จากลักษณะพระพักตร์ที่มีพระเนตรปิด พระโอษฐ์อมยิ้มและผ้านุ่งทิ้งชายลงมาตรงๆ เป็นผ้าลายมีชายผ้าเป็นรูปสามเหลี่ยมห้อยอยู่ด้านหน้า เป็นลักษณะของศิลปะเขมรบายนอย่างชัดเจน โดยที่บริเวณปราสาทเมืองสิงห์ขุดพบรูปเคารพ นางปรัชญาปารมิตา ได้ถึง 14 องค์
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
กษัตริย์เขมรก่อนหน้านั้น นับถือศาสนาพราหมณ์ รูปเคารพต่างๆ จึงเป็นพระศิวะลึงค์ หรือ พระศิวะ พระวิษณุ พระพรหมหรือเรียกว่า ไตรมูรติ แต่พระชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือศาสนาพุทธมหายานจึงเปลี่ยนรูปเคารพในศาสนสถาน เป็น พระพุทธเจ้าปางนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และนางปรัชญา ปารติ (พระรัตนไตรมหายาน) แทน ส่วนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่พบที่ปราสาทเมืองสิงห์จำนวน 14 องค์ เป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร มีลักษณะศิลปเขมรแบบบายน พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระเนตปิดสนิท พระโอษฐ์อมยิ้ม พระเกตุมาลาเป็นรูปทรงกระบอกปลายตัด พระเกศาสลักเป็นจันทร์เสี้ยวเล็กๆ และมีพระธยานิพุทธอมิตาภะ (ปางสมาธิ) อยู่ที่หน้ามุ่นมวยพระเกศา หรือพระเกตุมาลา เครื่องทรงเป็นผ่าโจงกระเบนสั้น มีชายผ้าเป็นริ้วรูปหางปลา คาดเข็มขัด ที่มีหัวเข็มขัดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขอบล่างของผ้านุ่งมีลวดลายประดับเป็นแนวยายขนานชายผ้า
รูปเคารพที่พบในบริเวณประสาทเมืองสิงห์ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร
เดินออกทางโคปุระทิศตะวันออก
โคปุระทิศตะวันออก
โคปุระทิศตะวันตกที่สมบูรณ์ที่สุด มีครบทั้งส่วนยอดที่เป็นบัวยอด
โบราณสถานที่ 2 เป็นกลุ่มอาคารเช่นเดียวกับโบราณสถานหมายเลข 1 ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบนอกกำแพงแก้วใกล้มุมกำแพงด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโบราณสถานหมายเลข 1 กลุ่มอาคารทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานชาลาเดียวกัน มีลักษณะเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 33.90 เมตร ยาว 54.20 เมตร สูง 0.80 เมตร ตรงกลางใช้ดินลูกรังหรือศิลาแลงเม็ดเล็กๆ อัดแน่น ก่อสร้างศิลาแลงแล้วประดับด้วยลายปูนปั้น
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
ถัดไปเป็นฐานชั้นบนกว้าง 23.70 เมตร ยาว 44.80 เมตร มีทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออกบนฐานชั้นนี้เป็นลานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 6.50 เมตร ยาว 10 เมตร ถัดจากลานไปเป็นระเบียงคต และโคปุระด้านหน้าหรือด้านตะวันออก มีทางขึ้น 4 ทิศ ถัดจากโคปุระด้านหน้า 7 เมตร มีร่องรอยกลุ่มอาคาร 6 หลังตั้งรวมกลุ่มเรียงกัน ซึ่งมีลักษณะแปลกไปจากจากโบราณสถานในวัฒนธรรมเขมรที่พบในประเทศไทยแหล่งอื่นๆ
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
จากการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 2 นี้ได้พบแท่นฐานปติมากรรมหินทรายเป็นจำนวนมากตั้งอยู่ในโคปุระและตามแนวระเบียงคตและที่ซุ้มทิศ นอกจากนี้ยังพบประติมากรรมหินทรายรูปพระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวร พระพุทธรูปนาคปรก นางปรัชญาปารตี พระพิมพ์ดินเผาเป็นจำนวนมาก
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
แท่นโยนีโทรณะ คือแท่นที่รองรับรูปเคารพต่างๆ ถ้าเป็นศาสนาพราหมณ์ ก็จะวางศิวะลึงค์ ในพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เปลี่ยนมานับถือพุทธมหายาน รูปเคารพก็จะเป็น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ พระนาคปรก หรือ นางปรัชญาปารมีแทน โดยเมื่อทำการสรงน้ำรูปเคารพแล้ว น้ำจะไหลลงที่แท่นโยนีโทรณะ จากนั้นน้ำจะไหลไปลงบ่อน้ำ ที่ถือเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิที่ประชาชนจะนำไปใช้เพื่อความเป็นศิริมงคล
ลักษณะตัวอาคารของโบราณสถานหมายเลข 2 มีลักษณะไม่สมดุลกันไม่ว่าจะเป็นฐานโคปุระด้านทิศตะวันออก ซึ่งแต่ละด้านย่อมุมไม่เหมือนกัน หรือฐานของแนวระเบียงด้านทิศใต้ที่ไม่อยู่ในลักษณะของเส้นตรงเหมือนกับฐานของแนวระเบียงคตด้านทิศเหนือหรือโคปุระด้านทิศเหนือ ที่มีทางขึ้นด้านข้างแต่กลับไม่พบที่โคปุระด้านทิศใต้ ลักษณะดังกล่าวอาจะเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จตั้งแต่อดีตกาล หรือการบูรณะซ่อมแซมในระยะหลัง ทำให้นักวิชาการศึกษารายละเอียดได้ยาก
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
โบราณสถานที่ 3 เป็นร่องรอยซากอาคารตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วด้านตะวันตกเฉียงใต้ของโบราณสถานหมายเลข 1 ห่างออกไป 150 เมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบโล่ง อาจะเป็นแนวฐานของโบราณสถานขนาดเล็ก ภายในเป็นห้องก่อด้วยอิฐหรือศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ 1 ชั้น ชั้นบนก่อด้วยอิฐ ซึ่งลักษณะการก่อสร้างเช่นนี้อาจจะเป็นการก่อสร้างทับซ้อนกันก็ได้ ที่มุมด้านนอกอาคารทุกมุมมีแผ่นหิน ปักไว้คล้ายจะเป็นเสมา และจากขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข 3 นี้ได้พบพระพิมพ์โลหะ ที่เป็นพระพิมพ์เนื้อชินตะกั่วเป็นจำนวนมาก อาคารหลังนี้มีผู้เสนอแนวความคิดว่าอาจจะเป็นพุทธสถาน ที่สร้างมาก่อนการสร้างปราสาท
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
โบราณสถานที่ 4 ซากโบราณชุดนี้ไม่อยู่ไกลจากโบราณสถานหมายเลข 3 มีลักษณะเป็นฐานอาคาร ที่มีห้องเรียงต่อกัน 4 ห้อง ชั้นฐานและพื้นก่อด้วยศิลาแลง ห้องดังกล่าวมีสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละห้องกว้าง 3.90 เมตร ยาว 6.65 เมตร ระยะเรียงห่างกัน 0.50 เมตร พื้นบางส่วนปูด้วยศิลาแลง ได้พบกรวดแม่น้ำและทรายอัดแน่นลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานว่าเป็นฐานรากของอาคาร ทางด้านทิศเหนือของอาคารพบแท่นฐานประติมากรรมหินทรายตั้งอยู่ มีข้อสันนิษฐานเช่นเดียวกับโบราณสถานหมายเลข 3 คืออาจจะเป็นศาสนสถานที่สร้างก่อนประสาทเมืองสิงห์
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
บริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ติดกับลำน้ำแควน้อย นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 4 โครง แต่เห็นอยู่ในหลุมขุดค้นเดิมเพียง 2 โครง เนื่องจากอีก 2 โครงมีสภาพไม่สมบูรณ์ไม่สามารถกำหนดอายุและเพศได้ จึงได้นำขึ้นจากหลุมและนำไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โครงกระดูกที่หันศีรษะไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นเพศหญิงอายุ 30-35 ปีและโครงที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเพศหญิงอายุ 20-30 ปี ทั้ง 2 โครงถูกฝังรวมกับภาชนะดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว แหล่งโบราณคดีที่เป็นหลุมฝังศพในลักษณะนี้พบหลายแห่งตามริมลำน้ำแควน้อย ในเขต อ.ไทรโยค จนถึง อ.เมือง กาญจนบุรี แสดงถึงกลุ่มคนในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งน้ำมาก่อนที่จะมีการสร้างปราสาทเมืองสิงห์ จากหลักฐานต่างๆที่พบแสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มคนที่เคยอาศัยบริเวณนี้เมื่อประมาณ 1800 ปีมาแล้ว น่าจะมีการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนอื่น เช่นที่แหล่งบ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน เนื่องจากหลักฐานต่างๆที่พบคล้ายคลึงกัน และมีอายุอยู่ในช่วงปลสยของยุคโลหะ
ที่มา : อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ กรมศิลปากร
โบราณวัตถุที่ขุดพบได้บริเวณปราสาทเมืองสิงห์ ที่เห็นคือแท่นหินบด และสากบด
ส่วนที่เป็นโลหะพบเศียรนาคสำริด ซึ่งเป็นเครื่องประดับราชรถหรือราชยานคานหาม แหวนทองตำ เหล็กชิ้นแบบยาว ที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นใช้เป็นตัวยึดก้อนหินที่ใช้ก่อสร้าง และเหล็กสกัดที่ใช้ในการก่อสร้าง
นอกจากประติมากรรมขนาดใหญ่ในศาสนาพุทธขนาดใหญ่ ยังพบประติมากรรมขนาดเล็กได้แก่ พระพิมพ์ ที่พบทั้งพระพิมพ์ดินเผา แม่พิมพ์ดินเผา และพระพิมพ์โลหะเนื้อตะกั่ว โดยพบที่โบราณสถานหมายเลข 1 และ 3
แม่พิมพ์ดินเผาทั้ง 3 องค์พบที่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก
แท่งหินทรายแกะสลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ลายปูนปั้น
พระพุทธรูปนาคปรก ส่วนใหญ่มีสภาพชำรุด เห็นรายละเอียดไม่ชัดเจน พระพักตร์เลือนลาง แต่ยังพอระบุได้ว่าเป็นศิลปเขมรแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 บางองค์มีลักษณะท้องถิ่นปะปน ลักษณะของพระพุทธรูปกลุ่มนี้จะมีพระพักตร์อมยิ้ม แสดงความเมตตากรุณา พระเนตรปิดสนิท
ส่วนของพระพิมพ์ขนาดเล็ก และรูปเคารพต่างๆ ให้พิจารณารูปเคารพที่ลูกศรชี้ เพื่อใช้ประกอบรูปถัดไป
พบโบราณวัตถุที่เป็นส่วนของพระกรรณ (ใบหู) และบางส่วนของขมับด้านขวา
พบโบราณวัตถุ อีกชิ้นเป็นส่วนของนาสิก (จมูก) และพระเนตรซ้ายที่ปิดสนิท
นักวิชาการประมาณการว่า จากขนาดของส่วนของใบหูและจมูกที่พบ ถ้าประกอบเป็นใบหน้า ขนาดของใบหน้าจะยาวประมาณ 1 เมตร ถ้าเป็นพระพุทธรูปทั้งองค์ คงมีขนาดใหญ่เท่าพระมงคลบพิตร ซึ่งในพุทธศตวรรษที่ 18 ยังไม่เคยมีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่านี้ แต่จะเห็นในสมัยพระชัยวรมันที่ 8 มีการสร้างพรมสี่หน้าที่ตัวปราสาท
จากพิจารณาจากชิ้นส่วนของใบหู และจมูกแล้ว รูปเคารพน่าจะเป็นรูปเคารพของพระโพธิสัตว์
จึงมีนักวิชาการตั้งสมมุติฐานถึงความเป็นไปได้ที่จะนำแบบแผนของการสร้างพรมสี่หน้ามาสร้างที่ปราสาทเมืองสิงห์ โดยสร้างที่โคปุระด้านหน้าตัวปราสาท หรือที่ปราสาทประธาน (สมมุติฐานที่ยังไม่มีข้อสรุปในเวลานี้)
ภาพโคปุระด้านทิศตะวันตกของปราสาทเมืองสิงห์ (ถ่ายจากด้านใน) เพื่อให้เห็นองค์ประกอบของโคปุระ ตั้งแต่ชั้นฐาน ขึ้นไปเป็นตัวเรือน จากนั้นเป็นชั้นซ้อน และบัวยอด โดยบัวยอดนั้นฐานจะเป็นวงกลม ส่วนชั้นซ้อนนั้นฐานจะเป็นสี่เหลี่ยม
Clip จาก Youtube ปราสาทเมืองสิงห์ หาหลักฐานยืนยัน พรหมสี่ทิศ บนยอดปราสาท ดร.ฉันทัส เพียรธรรม มรภ.พระนคร ได้ตั้งข้อสังเกตุที่น่าสนใจคือ เป็นไปได้หรือไม่ ที่ใบหน้ารูปเคารพ คือ พรหมสี่ทิศ โดยยืดยืดชั้นหลัก(ชั้นเรือนออก) เพื่อนำรูปเคารพ ไปวางไว้ที่ชั้นที่ 1ของ ชั้นซ้อน โดยนำ บรรณแถลงออก
ที่มา : อ.ดร.ฉันทัส เพียรธรรม
ตำแหน่งที่จะวางรูปหน้าของรูปเคารพของบริเวณชั้นซ้อนชั้นที่ 1 ดังรูป
ที่มา : อ.ดร.ฉันทัส เพียรธรรม
รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมี ที่ขุดพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร
รูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ขุดพบที่โกสินารายณ์ อ.บ้านโป่ง ราชบุรี เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ราชบุรี ส่วนที่พบที่ ปราสาทในวัดกำแพงแลง เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ พระนครคีรี จ.เพชบุรี (หารูปถ่ายไม่ได้ โดยที่ปราสาทวัดกำแพงแลง พบ รูปเคารพ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร พระพุทธรูปปางนาคปรก และนางปรัชญา ปารมีด้วย )
วัดถ้าคูหาสวรรค์ จ.ลพบุรีในปี 2471 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกไว้ว่า ได้พบพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมาก แต่อยู่ในสภาพชำรุดทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมโบราณวัตถุที่พบนี้ไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี (ในสมัยนั้น) แล้วเลือกท่อนดีๆที่พอจะต่อเป็นท่อนเดียวกันได้ ไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงทรงให้ช่างต่อแกนเหล็ก แล้วทำไม้ต่อท่อนแขนที่หักหายไป คงได้รูปพระโพธิสัตย์ โลเกศวร 2 องค์ ตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ รูปโพธิสัตย์นี้เป็นฝีมือของช่างสมัยลพบุรี ต่อมาในปี 2483 ผู้ว่าราชการลพบุรีในสมัยนั้น ได้ขอรูปนี้ไปประดิษฐานไว้ณ.ที่เดิม คือที่วัดคูหาสรรค์ จ.ลพบุรี
ที่มา : เพจ ตามรอยวัดเก่า ลุ่มน้ำลพบุรี
รูปถ่าย พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี ( ถ่ายประมาณปี 2471)
ที่มา : อ.วรณัย พงศาชลากร
ปัจจุบัน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมี ที่พบในประเทศไทยเพียง 5 องค์ และ 2 ใน 5 องค์อยู่ที่วัดคูหาสวรรค์ ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นรูปยักษ์เฝ้าปากถ้ำ ดังที่เห็นในภาพ