ศาลเจ้าเฮอัง (Heian Shrine) เกียวโต
บันทึกภาพเมื่อ : 24 มีค. 66
ศาลเจ้าเฮลังสร้างขึ้นในปี คศ. 1895 (พ.ศ.2438 ตรงกับสมัย รัชกาลที่ 5 ของไทย) หรือเมื่อ 128 ปีก่อน (นับถึงปี 2566) เพื่อเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 1100 ปีของการสร้างเมืองเกียวโต ซึ่งชื่อเดิมคือเมืองเฮอัง ซึ่งจักรพรรดิคัมมุ (จักรพรรดิองค์ที่ 50) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของยุคนาระ ซึ่งได้ย้ายจากนาระมาอยู่ที่เมืองเฮอัง ในปี พศ.1337 เพื่อปลอดจากอิทธิพลของกลุ่มนับถือพุทธที่นาระ ส่วนจักรพรรดิที่ประทับที่เมืองเกียวโตคือจักรพรรดิโคเม (จักรพรรดิองค์ที่ 121) โดยจักรพรรดิโคเมเห็นชอบกับกลุ่มที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนจากปกครองด้วยรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ไปสู่ระบบใหม่ และคิดที่จะย้ายไปประทับที่เอโดะ (โตเกียว) แต่สวรรคตเสียก่อน พระราชโอรสของจักรพรรดิโคเม คือ จักรพรรดิเมจิได้ขึ้นครองราชย์แทนจึงได้ย้ายไปประทับที่เมืองเอโดะ ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียวในปี 2410 เมืองเกียวโตจึงเป็นเมืองที่จักรพรรดิญี่ปุ่นประทับต่อเนื่องมาเป็นเวลา 1073 ปี (พ.ศ.1337 - 2410) ศาลเจ้าเฮอังนอกจากจะอนุสรณ์ของเมืองเกียวโตครบรอบ 1100 ปีแล้ว ยังเป็นการรำลึกถึงพรรดิองค์แรกที่มาประทับที่เมืองเกียวโต คือ จักรพรรดิคัมมุ และจักรพรรดิองค์สุดท้ายที่ประทับที่เกียวโตคือจักรพรรดิโคเม ในสมัยนั้นโชกุนหรือขุนศึกได้ทำการยึดพระราชอำนาจของจักรพรรดิ ตั้งแต่ปี พ.ศ.1735 ตั้งรัฐบาลโชกุนคามากูระ และปกครองต่อเนื่องมายาวนานถึง 675 ปี จากรัฐบาลโชกุนคามากูระ เป็น อาชิกางะ อาซูจิ โมโมยามะ และสุดท้ายคือรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ โดยในด้านการปกครอง จักรพรรดิเป็นใหญ่ทางด้านนิตินัย แต่ทางด้านพฤตินัยแล้ว โชกุนมีอำนาจเหนือจักรพรรดิ ครั้นในปี 2396 (สมัยจักรพรรดิคัมมุ) สหรัฐอเมริกาส่งกองทัพเรือมาปิดอ่าว บีบบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับตัวรับกับความทันสมัย และการถูกรุกรานจากตะวันตกที่จะล่าอาณานิคม ทำให้ระบบโชกุนเดิมถูกท้าทายและต้องปรับตัว ทำให้เกิดปัญญาชนหัวปฏิรูปในญี่ปุ่นเริ่มมองเห็นว่า ระบบโชกุนเดิมไม่สามารถที่จะรองรับการปฏิรูปได้ จึงคิดจะทำการปฏิรูปประเทศ โดยเลิกระบบโชกุน โดยให้จักรพรรดิมาเป็นผู้นำการปฏิรูปดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความทันสมัย โดยโชกุนคนสุดท้ายคือ โชกุน โทกูงาวะ อาชิโนบุ ได้ถวายอำนาจคืนจักรพรรดิเมจิในปี 2410 แก่จักรพรรดิเมจิ ทำให้การปกครองด้วยระบบโชกุนสิ้นสุดลง เข้าสู่การปฏิรูปเมจิ ซึ่งนำพาญี่ปุ่นสู่ความทันสมัยและเป็นมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหาร
High light ที่ 1 คือ เสาโทเรอิ สีแดง ของศาลเจ้าเฮอันซึ่ง สูง 24 เมตร เป็นเสาโทเรอิที่สูงระดับต้นๆของ ญี่ปุ่น เสาโทเรอิ เป็นเสาในลัทธิชินโต เมื่อผ่านเข้ามายังเสาโทเรอิแล้ว ถือว่าได้ผ่านเข้ามายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ ให้สำรวมเพื่อทำความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ

แนวปฏิบัติเมื่อเดินผ่านเสาโทเรอิ เพื่อเข้าไปสักการะศาลเจ้า

  1. ทำความเคารพที่เสา Torii (鳥居) ที่ทางเข้าศาลเจ้านั้นจะมีเสา Torii (鳥居) หรือซุ้มประตูเพื่อแบ่งเขตแดนระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์อยู่เสมอ มาลอดผ่าน Torii โดยเริ่มต้นจาก "Ichi no Torii (Torii ที่หนึ่ง)" ที่อยู่ไกลจากศาลเจ้าที่สุดแล้วเข้าสู่เส้นทางสู่ศาลเจ้าที่เรียกว่า Sando (参道) กันเถอะ หลีกเลี่ยงบริเวณกลางของ Torii แล้วเข้าใกล้เสาข้างใดข้างหนึ่ง หยุดสักครู่ จากนั้นจึงโค้งคำนับหนึ่งครั้ง
  2. ไม่เดินผ่ากลาง Sando (参道) เวลาที่เดินบน Sando นั้นไม่ควรเดินบนส่วนกลางของ Sando เนื่องจากส่วนกลางของ Sando นั้นเรียกว่า "Seichu" (正中) ซึ่งเป็นเส้นทางสำหรับเทพเจ้า จึงไม่ใช่บริเวณที่เราควรเดินผ่าน เมื่ออยู่ในบริเวณของศาลเจ้าควรเดินอย่างสงบและไม่ส่งเสียงดังใดๆ

ที่มา : จาก web site Tsunagu Japan เขียนโดย Hidejero
ก่อนเข้าสู่ประตูศาลเจ้าเฮอัน ต้องทำการชำระร่างกายและจิตใจด้วยน้ำเสียก่อน การชำระล้างร่างกายที่สถานที่ที่เรียกว่า Temizuya (手水舎) ซึ่งอยู่ริม Sando
  1. ขั้นตอนแรก หยิบกระบวยตักน้ำด้วยมือขวา ตักน้ำและราดทำความสะอาดมือซ้าย
  2. ขั้นตอนที่สอง เปลี่ยนมาจับกระบวยด้วยมือซ้าย แล้วทำความสะอาดมือขวา
  3. ขั้นตอนที่สาม กลับมาจับกระบวยด้วยมือขวาอีกครั้ง เทน้ำใส่อุ้งมือซ้าย และค่อยๆ นำน้ำนั้นเข้าสู่ปาก *ในขั้นตอนนี้ ห้ามใช้ปากดื่มน้ำโดยตรงจากกระบวย
  4. ขั้นตอนที่สี่ หลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จแล้ว ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดมือซ้ายอีกครั้ง
  5. ขั้นตอนที่ห้า ตั้งกระบวยที่ใช้แล้วขึ้นตรงเพื่อให้น้ำไหลลงไปชำระส่วนด้ามจับของกระบวย จากนั้นจึงวางกระบวยกลับเข้าที่เดิม

ที่มา : จาก web site Tsunagu Japan เขียนโดย Hidejero
ขั้นตอนที่ห้า ตั้งกระบวยที่ใช้แล้วขึ้นตรงเพื่อให้น้ำไหลลงไปชำระส่วนด้ามจับของกระบวย จากนั้นจึงวางกระบวยกลับเข้าที่เดิม
ญี่ปุ่นเปิดประเทศในปี 2566 รองรับการท่องเที่ยวหลังจากปิดประเทศจากการระบาดของโควิด 19 ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ทำให้ยกเลิกการล้างมือก่อนเข้าศาลเจ้าเฮอัง เพื่อลดการสัมผัส (เดือน มี.ค. 2566)
ที่มา : ภาพเก่าจาก Web site
ประตูทางเข้าศาลเจ้าเฮอัง
High Light ที่ 2 คือ การสักการะศษลเจ้า อาคารหลักของศาลเจ้าเฮอัง โดยจำลองจากพระราชวังในเกียวโตแต่มีขนาดเล็กกว่า เนื่องจากไม่อนุญาตให้ทำการถ่ายรูปภายในศาลเจ้า จึงไม่มีรูปถ่ายภายในศาลเจ้า โดยการไหว้ศาลเจ้าในญี่ปุ่นมีพิธีการ 3 เรื่องคือ การบริจาคเงิน การสักการะศาลเจ้า การขอพร
    การบริจาคเงิน ในการบริจาคเงินไม่ควรโยนเงินใส่กล่องบริจาค แต่ควรค่อยๆ ใส่เงินลงไปอย่างเงียบๆ ในส่วนของจำนวนเงินนั้นไม่ได้มีการกำหนดไว้ จะเป็น 1 เยน 1 หมื่นเยน หรือเท่าไรก็ได้ แม้ว่าจะมีการกล่าวกันว่าการบริจาค 5 เยนนั้นดี แต่ก็เป็นเพียงเพราะว่าคำว่า 5 เยน (五円) ไปพ้องเสียงกับคำว่า "Goen"(ご縁) ที่แปลว่า "โชคลาภ" ในภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น จึงสามารถบริจาคได้เท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ
  1. การสักการะศาลเจ้า (Nirei Nihakushu Ichirei) Nirei Nihakushu Ichirei (一礼二拍手一礼) คือการโค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ครั้ง และโค้งคำนับอีก 1 ครั้ง ดังนี้
    • Nirei หันหน้าไปทางเทพเจ้าแล้วโค้งคำนับ 2 ครั้ง โดยที่แผ่นหลังตรงและสะโพกทำมุม 90 องศา
    • Nihakushu เหยียดมือทั้งสองข้างและประสานฝ่ามือไว้ด้วยกัน ลดมือขวาลงเล็กน้อย แยกมือที่ประสานกันออกกว้างประมาณหัวไหล่แล้วปรบมือ 2 ครั้ง ประสานมือเข้าหากันอีกครั้ง หลังจากที่ตั้งสมาธิขอพรแล้วจึงค่อยลดมือลง
    • Ichirei...โค้งคำนับอีก 1 ครั้ง
    ในบางศาลเจ้าอาจมีวิธีการที่แตกต่างออกไป (ตัวอย่างเช่นศาลเจ้า Izumo-taisha (出雲大社) ที่เป็นการโค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมือ 4 ครั้ง และโค้งคำนับ 1 ครั้ง) \\\"
  2. การขอพร เวลาที่ทำการขอพรต่อหน้าเทพเจ้านั้น หากเป็นครั้งแรก ให้ตั้งจิตให้มั่นแล้วแจ้งชื่อของตัวเองและสถานที่ที่อาศัยอยู่ จากนั้นจึงทำการขอพรไปพร้อมๆ กับแสดงความขอบคุณที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำการสักการะ หากเป็นครั้งที่สองเป็นต้นไปแล้ว จะรวบรัดก็ได้ไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไร
ปล. ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างวิธีการสักการะวัดและศาลเจ้านั้นอยู่ที่วิธีการทำความเคารพ สำหรับศาลเจ้านั้นจะเป็นการปรบมือ แต่สำหรับวัดนั้นจะเป็นการพนมมือแล้วกล่าวคำขอพร
ที่มา : จาก web site Tsunagu Japan เขียนโดย Hidejero
Ema (絵馬) เนื่องจากในสมัยโบราณเชื่อกันว่าม้าเป็นพาหนะของเทพเจ้า เดิมทีจึงมีการนำม้าจริงๆ มาเป็นเครื่องถวายบูชา แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น Ema (絵馬) ซึ่งเป็นแผ่นไม้สำหรับเขียนคำอธิษฐานที่สะกดด้วยคำว่า รูปภาพ (絵) และ ม้า (馬) โดยเชื่อกันว่าเวลาที่มาสักการะวัดหรือศาลเจ้า หากเขียนคำอธิษฐานลงบน Ema แล้วนำไปถวายแล้วล่ะก็จะทำให้คำอธิษฐานนั้นเป็นจริงขึ้นมา
ภาพนี้นำจาก web site ไม่ได้ถ่ายจากศาลเจ้าเฮอัน
ที่มา : จาก web site Tsunagu Japan เขียนโดย Hidejero
Omikuji (おみくじ) ในการดึง Omikuji (おみくじ) หรือเซียมซีทำนายดวงชะตานั้น การผูก Omikuji นั้นทำไปเพื่อขับไล่โชคร้าย ในเวลาที่ได้ Omikuji ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องทำการผูก นอกจากนี้ ไม่ควรผูก Omikuji เข้ากับกิ่งของต้นไม้ที่อยู่ในบริเวณศาลเจ้าเนื่องจากอาจทำให้ต้นไม้เกิดความเสียหายได้ โดยปกติแล้วจะมีอุปกรณ์สำหรับให้ผูก Omikuji อยู่ จึงขอแนะนำให้นำ Omikuji ไปผูกที่อุปกรณ์ดังกล่าว
ที่มา : จาก web site Tsunagu Japan เขียนโดย Hidejero
High Light ที่ 3 คือ สวนบริเวณด้านหลังของศาลเจ้า ซึ่งนอกจากความสวยงามภายในการจัดสวนภายในและสระน้ำแล้ว ภายในสวนยังเป็นจุดชมดอกซากุระที่สวยงานของเกียวโต มีค่าเข้าชม 600 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยนสำหรับเด็ก
สภาพภายในสวนหลังศาลเจ้าเฮอัง
ที่มา : ภาพจาก Web site
สระน้ำภายในสวน
ที่มา : ภาพจาก Web site
การจัดสวน
ที่มา : ภาพจาก Web site
สะพานไม้
ที่มา : ภาพจาก Web site
ทางออกจากสวนเพื่อไปสู่ด้านหน้าของศาลเจ้าเฮอัง
เสาโทเรอิ เมื่อมองจากศาลเข้าเฮอังออกไปยังด้านนอก ขณะเดินทางกลับ หลังจากที่ลอดผ่าน Torii แล้ว ให้หันหน้าเข้าหา Torii แล้วโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการสักการะศาลเจ้าก็คือคำขอบคุณที่เรามีต่อเทพเจ้านั่นเอง ปล. ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างวิธีการสักการะวัดและศาลเจ้านั้นอยู่ที่วิธีการทำความเคารพ สำหรับศาลเจ้านั้นจะเป็นการปรบมือ แต่สำหรับวัดนั้นจะเป็นการพนมมือแล้วกล่าวคำขอพร
ที่มา : จาก web site Tsunagu Japan เขียนโดย Hidejero
ร้าน Duty Free ซึ่งอยู่ด้านนอกใกล้กับศาลเจ้าเฮอัน
แนวคิดและปรัชญาจากพิธีชงชา
พิธีชงชาไม่ใช่แค่การชงหรือดื่มน้ำชาเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่สุนทรียภาพในการดื่มด่ำในรูป รส กลิ่น เสียง และจิตใจ ตั้งแต่การชื่นชมคุณค่าและความงดงามของสิ่งต่างๆ อาทิ ถ้วยชา อุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธีชงชา การตกแต่ง บรรยากาศรอบตัวต่างๆ ตลอดจนการสื่อสารกันทางใจระหว่างเจ้าบ้านและแขกผู้มาเยือน
พิธีชงชาเป็นพิธีที่เรียบง่าย สง่างาม และแฝงไปด้วยปรัชญาที่ลึกซึ้ง ดังวลีญี่ปุ่น “อิจิโกะ อิจิเอะ (Ichigo Ichie)” ซึ่งหมายถึง “การได้พบกันครั้งเดียวในชีวิต” มาจากแนวความคิดที่ว่าการที่เราได้พบกันในพิธีชงชานั้นอาจจะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต แล้วหลังจากนี้จะไม่ได้มีโอกาสพบกันอีกแล้วเลยก็ได้ ดังนั้นช่วงเวลาที่ได้พบกันจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ควรปฏิบัติต่อกันอย่างดีที่สุด
ที่มา : Web site JNTO (Japanese National Tourism Organization)
ขั้นตอนการชงชาและดื่มชา ของญึ่ปุ่น
  1. เสิร์ฟขนมและทานขนมให้หมดก่อนเริ่มเสิร์ฟชา
  2. ผู้ชงชาใช้ช้อนตักผงชาหรือชะฉะคุ (Chashaku) ตักชาจากโถใส่ลงในถ้วยชา
  3. ผู้ชงชาใช้กระบวยตักน้ำหรือฮิชะคุ (Hishaku) ตักน้ำร้อนใส่ถ้วยชา
  4. ผู้ชงชาใช้อุปกรณ์สำหรับคนชาหรือชะเซน (Chasen) คนชาให้เข้ากันจนชาแตกฟอง
  5. ผู้ดื่มชายกถ้วยชาขึ้นมาด้วยมือขวา แล้ววางลงบนฝ่ามือซ้าย
  6. หมุนถ้วยชาตามเข็มนาฬิกา เพื่อให้ส่วนหน้าของถ้วยชาที่มีลวดลายหันออกด้านที่ผู้อื่นมองเห็น แล้วค่อยดื่มด่ำกับชา
  7. หลังจากดื่มชาแล้ว เช็ดขอบถ้วยตรงบริเวณที่ดื่ม แล้วหมุนถ้วยชาทวนเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง
  8. วางถ้วยชาลงที่เดิมพร้อมคำนับเพื่อเป็นการขอบคุณ

มารยาทของพิธีชงชา
  1. โอะซะกินิ (Osakini) โดยปกติแล้วตามงานพิธีชงชาจะจัดให้อยู่ในฝั่งรับน้ำชา มารยาทแต่ละขั้นตอนจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กลุ่ม โดยส่วนใหญ่แล้วฝั่งที่เป็นฝ่ายรับน้ำชา จะมีคำพูดที่ใช้คือ “โอะซะกินิ” หมายความว่า ขออนุญาตทานก่อนนะคะ/ครับ เพื่อไม่ให้เสียมารยาทกับคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย การกล่าวถือเป็นมารยาทที่สำคัญมากสำหรับพิธี
  2. ห้ามดื่มชาด้านหน้าของถ้วยชา หลังจากที่ได้รับการแจกจ่ายน้ำชา ต้องระวังอย่าดื่มน้ำชาจากด้านหน้าของถ้วยชา เพราะถ้วยชานั้นจะถูกส่งผ่านมาให้ โดยจะหันด้านหน้าถ้วยชามาทางด้านผู้รับ ส่วนฝั่งผู้รับนั้นจะชื่นชมความงามของลายถ้วยน้ำชา ดังนั้นถือเป็นมารยาทที่ต้องไม่ทำให้ด้านหน้าของถ้วยชานั้นเปื้อนโดยการเปลี่ยนมุมดื่มน้ำชา ใช้มือขวาประคองและหมุนถ้วยชาเล็กน้อย ให้ด้านหน้าของถ้วยชาเยื้องออกไป จึงสามารถดื่มน้ำชาได้ และไม่ควรดื่มที่เดียวจนหมด ควรที่จะแบ่งดื่มให้ได้สักสองถึงสามครั้ง

ที่มา : Web site JNTO (Japanese National Tourism Organization)
ราชวงศ์ของญี่ปุ่น มีการสืบทอดสันตติวงศ์มาอย่างยาวนาน รวม 126 รัชกาล เรียกราชวงศ์ยามาโตะ หรือราชวงศ์เบญจมาศ โดยพระองค์แรกคือจักรพรรดิจิมมุ ส่วนจักรพรรดิองค์สุดท้ายคือจักรพรรดนารูฮิโตะ ญี่ปุ่นเรียกจักรพรรดิว่าเท็นโน แปลว่าพระเจ้าแห่งสวรรค์ ได้รับการเคารพในฐานะเป็นเทพที่อวตาลลงมา ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นบันทึกตั้งแต่จักรพรรดิองค์ที่ 15 เป็นต้นไป จักรพรรดิองค์ที่ 1 – 14 จึงถือเป็นจักรพรรดิแห่งตำนาน แบ่งยุคของจักรพรรดิได้ 9 ยุคดังภาพที่ 1 คือ
  1. ยุคที่จักรพรรดิมีอำนาจสูงสุดในการปกครองได้แก่ ยุคในตำนาน ยุคโคฟุง ยุคอาซูกะ ยุคนาระ ยุคเฮอัง จักรพรรดิคัมมุเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของยุคนาระที่ย้ายมาประทับจากนาระมาที่เฮอังเกียว (เกียวโต) เพื่อปลอดจากอิทธิพลของกลุ่มที่นับถือพุทธศาสนา
  2. ยุครัฐบาลโชกุน ช่วงปี 1735 ตระกูลไทระกับมินาโมโตะช่วงชิงอำนาจจากราชสำนักที่กำลังเสื่อมถอยจาก นั้นโชกุน หรือขุนศึกนักรบ มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ ได้ยึดอำนาจในการปกครองจากจักรพรรดิ ตั้งรัฐบาลโชกุนคามากุระ (ตั้งฐานที่มั่นที่คามากุระ) โดยจักรพรรดิเป็นใหญ่ทางนิตินัย แต่ทางด้านพฤตินัยแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่โชกุน ตระกูลไทระกุมอำนาจก่อน ต่อมาสูญเสียให้กับตระกูลมินาโมโตะ (ฝั่งภรรยาของมินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ) ยุคสมัยของจักรพรรดิจึงตั้งชื่อตามตระกูลของโชกุนได้แก่ ยุคคามากูระ ยุคมูโนมาจิ-อาซูจิ-โมโมยามะ ยุคเอโดะ (ตระกูลโทกูงาวะ) ในยุคของโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ สหรัฐอเมริกาได้ส่ง Mathew Perri ส่งกองทัพเรือมาปิดอ่าวโตเกียวบังคับญี่ปุ่นให้เปิดประเทศเพื่อค้าขายกับตะวันตก ในปี พ.ศ. 2396 ชาติตะวันตกคุกคามอำนาจโชกุน และคนญี่ปุ่นเริ่มเห็นว่าอยู่อย่างนี้ไม่ได้ และมีกลุ่มคณาธิปไตยและปัญญาชนญี่ปุ่นที่มีแนวคิดตะวันตกเป็นชนชั้นนำในการคิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศจากรัฐโชกุน โดยจะให้จักรพรรดิเป็นผู้นำใหม่ ซึ่งจักรพรรดิโคเมเห็นด้วยที่จะย้ายจากโตเกียวมาประทับที่เอโดะเพื่อมาปฏิรูปประเทศ แต่สวรรคตเสียก่อน จักรพรรดิโคเมจึงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายที่ประทับที่เกียวโต เกียวโตจึงเป็นที่ประทับของจักรพรรดินานถึง 1073 ปี (พศ.1337-2410) และโชกุน โทกูงาวะ โยชิโนบุ ถูกท้าทายจากภายนอกโดยประเทศตะวันตก และภายในประเทศก็ไม่เอาด้วยกับระบบอบเดิม จึงได้ถวายอำนาจคืนให้กับจักรพรรดิเมจิ จึงถือเป็นโชกุนองค์สุดท้ายและเป็นการสิ้นสุดของการปกครองโดยรัฐบาลโชกุน(บากุฟุ) ซึ่งยาวนานถึง676 ปี (พ.ศ.1735-2411) และเข้าสู่ยุคเมจิ
  3. ยุคเมจิ จักรพรรดิในยุคเมจิจนถึงปัจจุบันมี 5 องค์ จักรพรรดิเมจิเป็นจักรพรรดิองค์แรกและย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมาที่โตเกียว องค์ต่อมาคือจักรพรรดิไทโช จักรพรรดิโชวะ จักรพรรดิอากิฮิโตะ (สละราชสมบัติ) และจักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือจักรพรรดินารูฮิโตะ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จักรพรรดิเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาผู้แทนราษฎรที่เลือกจากประชาชนเป็นผู้หยั่งเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี

การรวมแคว้นต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว

ในยุครัฐบาลโชกุนอาชิกางะ สมัยโชกุน อาชิกางะ โยชิมาซะ เกิดความขัดแย้งในการเลือกโชกุนคนต่อไปของขุนศึก 2 ขั้วทำให้เกิดสงครามปีโอนินในเกียวโตเป็นเวลา 10 ปี 2010-2020 ส่งผลให้เมืองเกียวโตถูกทำลาย และเมื่อส่วนกลางมีความขัดแย้งกัน ทำให้อำนาจของโชกุนส่วนกลางอ่อนแอลง ส่งผลให้การปกครองท้องถิ่น (ชูโงะ) จากส่วนกลางไปท้องถิ่นอ่อนแอตามลงไปด้วย และชูโงะไดบางแห่งตั้งตัวเป็นอิสระ เรียกยุคนี้ว่า ยุคเซ็งโงกุที่กินเวลาเกือบ 150 ปี ที่เริ่มในปี 2010-2158 หรือกินเวลาตั้งแต่ตอนกลางของยุคโรมาจิ จนถึงยุคอาซูจิ โมโมยามะ โดยโชกุนที่รวบรวมแคว้นต่างๆในญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวมี 3 โชกุน คือ โชกุนโอดะ โนบูนางะ โชกุน โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ และ โชกุน โทกูกาวะ อิเอยาชุ รวมภูมิภาคต่างๆได้แก่ ชิโกกุ ชุโกกุ คันโต ซุบุ คิวชู เข้ามารวมกับคันไซ เป็นหนึ่งเดียวได้

จักรพรรดิที่ทวงอำนาจคืนจากโชกุน

  1. จักรพรรดิโกะ-ไดโงะ จักรพรรดิองค์ที่ 96 ซึ่งได้ร่วมกับขุนศึกที่จงรักภักดี และขุนศึกแปรพักตร์จากรัฐบาลโชกุน (อาชิกางะ ทากาอุจิ) ยึดอำนาจจากโชกุนคามากุระได้สำเร็จ (ทำการไม่สำเร็จถึง 2 ครั้งแรกจนถูกเนรเทศ) เรียกการฟื้นฟูเค็มมุ โดยแต่งตั้งพระราชโอรสเป็นโชกุน แต่เจ้าชายโมริยาชิ ก็ถูกสังหาร และ อาชิกางะ ทากาอุจิ ก็ตั้งรัฐบาลโชกุน (บากูฟุ) อาชิกาวะ
  2. จักรพรรดิเมจิ เมื่อรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะอ่อนแอลง ไม่สามารถที่จะรักษาอำนาจโชกุนไว้ได้จึงถวายอำนาจให้จักรพรรดิเมจิ และจักรพรรดิได้ย้ายจากเกียวโตมาประทับที่เอโดะและเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว เข้าสู่การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆให้มีความเป็นตะวันตกมากขึ้น

การปฏิรูปในยุคเมจิ

ยุคเมจิ ซึ่งจักรพรรดิมีอำนาจในการปกครองประเทศ เนื่องจากกลุ่มปฏิรูปเป็นกลุ่มอำนาจใหม่ออกกฎหมายริดรอน กลุ่มอำนาจเดิม เช่นห้ามซามูไรพกดาบ และไม่มีอภิสิทธิที่ดิน ฯลฯ ทำให้เกิดการต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเดิมเกิดสงครามโอชินขึ้น จักรพรรดิเมจิได้สร้างศาลเจ้ายาสุคุนิในปี 2413 เพื่อรำลึกถึงกลุ่มปฏิรูปที่เสียชีวิต หลังจากนั้นกลุ่มซามูไรก่อกบฏอีกเรียกกบฏซัตสึมะ ทำให้ทหารใหม่ที่เกณฑ์จากชาวนามาฝึกเป็นทหารรบกับซามูไรที่เป็นกบฏ และซามูไรถูกปราบจนหมดสิ้น ยุคเมจิเป็นยุคที่มีเปิดประเทศและปฏิรูปประเทศในหลายๆด้าน ได้แก่
  1. ด้านการปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industrialization) เริ่มด้วยการศึกษา ใช้การศึกษาแบบตะวันตก ฟุคุซาวะ ยูเคจิ (Fukuzawa Yukichi) เป็นปัญญาชนนักปรัชญาที่เผยแพร่แนวคิดตะวันตกให้คนญี่ปุ่น ประเทศจะยิ่งใหญ่ได้ต้องมีเศรษฐกิจรองรับ กลุ่มชนชั้นปกครองใหม่ในญี่ปุ่น (ฮัมบัตสึ) คนอื่นๆได้แก่ อิวากูระ โทโมมิ นำคณะชนชั้นนำญี่ปุ่นเดินทางไปประเทศตะวันตก เพื่อนำความทันสมัยและนำครูตะวันตกมาสอนคนญี่ปุ่นเพื่อปฏิรูปประเทศ โมริ อาริโนริ ทำเรื่องการศึกษาภาคบังคับ และการปฏิรูประเทศจะไม่มีเงินไม่ได้จึงเกิด เปลี่ยนแปลงชนชั้น โดยชนชั้นของญี่ปุ่นยุคโชกุน มี 4 ชนชั้นคือ ชนชั้นสูงสุด (จักรพรรดิ โชกุน ไดเมียว ซามูไร โรนิน) ชาวนา (เนื่องจากเป็นเกาะไม่มีความมั่นคงทางอาหาร) ช่างฝีมือ และพ่อค้าคือชนชั้นต่ำสุด พอยุคเมจิจึงต้องเลื่อนชนชั้นพ่อค้าขึ้นมา มีการตั้งกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองในญี่ปุ่นหรือไซบัตสึ (Mitsui , Mitsubishi ,Sumitomo ,Yasuda) นอกจากจะ Finance ด้านเศรษฐกิจ ยัง Finance ด้านการทหาร
  2. Militarization การสร้างอุดมการณ์ให้กับประชาชนว่า “ ประเทศมั่นคง (Fukoku) แสนยานุภาพแข็งแกร่ง (Kyohei)” ในด้านการทหาร เปลี่ยนจากรัฐโชกุนที่ใช้อาวุธดั้งเดิมคือดาบ มาพัฒนากองกำลังของพระจักรพรรดิ เป็นจักรวรรดิญี่ปุ่นโดยใช้อาวุธสมัยใหม่ โดยในสมัยรัฐโชกุน ชาวนาไม่สามารถจับดาบหรืออาวุธได้ การพัฒนากองกำลังสมัยใหม่จึงว่าจ้างฝรั่งมาฝึกอาวุธสมัยใหม่เช่นใช้ปืนแทนดาบให้ชาวนาเพื่อเป็นทหารแทนซามูไร และให้ชายอายุ 22 ปีเกณฑ์ทหารทุกคน จึงมีทหารมากสุดถึง 6 ล้านคน และเกิดแนวคิดที่นอกจากจะใช้ป้องกันตนเองแล้ว ยังคิดที่จะขยายแนวรบออกนอกประเทศญี่ปุ่น

การเข้าสู่สงครามของญึ่ปุ่น

ญี่ปุ่นปฏิรูปทุกด้านในสมัยเมจิ เพื่อให้ทดเทียมประเทศทางตะวันตก นอกจากพัฒนาในด้านการศึกษา อุตสาหกรรม ยกพัฒนากองทัพให้เข้มแข็ง ความรักชาติ สามัคคี และรวมใจเป็นหนึ่งเดียวโดยมีจักรพรรดิเป็นศูนย์กลาง สร้างค่านิยมให้ผู้ชายต้องเป็นทหาร ส่วนผู้หญิงให้มีลูกมากๆโดยเฉพาะลูกผู้ชายเพื่อที่จะไปเป็นทหาร จึงสามารถพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่ง เกิดแนวคิดที่จะล่าอาณานิคมเพื่อที่จะดึงทรัพยากรจากประเทศอื่นมาพัฒนาประเทศของตน จึงทำสงครามบุกประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ เกาหลี จีน และฟอร์โมซา (ไต้หวัน) และรบชนะรัสเซียที่ Port Arthur ในปี 2448 เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ได้ดินแดนที่เยอรมันครอบครองในจีน แม้เกิด แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โตเกียวในปี พ.ศ.2466 ทำให้โตเกียวเสียหายอย่างราบคาบ 3 ปีหลังแผ่นดินไหวจักรพรรดิไทโช สวรรคต จักรพรรดิโชวะขึ้นครองราชย์ สามารถกอบกู้ประเทศหลังจากแผ่นดินไหวได้สำเร็จภายใน 5 ปี ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สถาปนา ปูยีเป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว โดยเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดของญี่ปุ่น จากนั้นใช้แมนจูกัวเป็นฐานในการรุกรานจีน ตี ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และนานกิง ได้ในปี 2480 และ ในปี 2484 ญี่ปุ่น เยอรมัน อิตาลี ลงนามเป็นพันธมิตรกันที่กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2484 ญี่ปุ่นบุก Pearl Harbor ของสหรัฐอเมริการ ทำให้อังกฤษ อเมริกา ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นยอมแพ้ ในปี 2488 เนื่องจากถูกอเมริกาทิ้งระเบิดปรมณูที่เมืองฮิโรชิมาและนาวาซากิ แม้ญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม แต่จักรพรรดิญี่ปุ่นไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรสงคราม เนื่องจากจักรพรรดิเป็นเพียงศูนย์รวมของคนในประเทศและกองทัพ แต่ไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้ทำการรบ จากประสบการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 1 ถ้าทำให้ผู้แพ้สงครามจนตรอกแล้วต่อมาจะก่อสงครามอีก เหมือนเช่นประเทศเยอรมัน สหรัฐอเมริการ จึงเข้ามาฟื้นฟูและช่วยเหลือญี่ปุ่นแทน และญี่ปุ่นสามารถฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ GDP เติบโตมากกว่า 10% เป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน จน GDP สูงเป็นที่ 2 รองจากอเมริกา ปัจจุบันญี่ปุ่นมีกองกำลงเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ไม่ได้มีกองกำลังเพื่อไปรุกรานผู้อื่นเหมือนอดีต การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วมีการหยุดชะงักลงในปี 1991 (พ.ศ.2534) จากภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์ ที่เรียกว่า ทศวรรษที่สาบสูญ ส่วนภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตในช่วงปี 2000 เรียก 20 ปีที่สาบสูญ และเศรษฐกิจในปี 2010 เรียก 30 ปีที่สาบสูญ จนถึงปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็เติบโตอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 30-40 ปี ส่วนหนึ่งเกิดจากมีคู่แข่งทางการค้าอย่างประเทศจีน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น

การนำรูปบุคคลที่ทำประโยชน์ให้ประเทศในธนบัตรญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมักนำรูปบุคคลที่ทำประโยชน์ในด้านต่างๆมาใส่ไว้ในธนบัตรเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ในธนบัตร
  1. ธนบัตร 10,000 เยน เป็นรูปของ Fukuzawa Yukichi นักปรัชญาและนำแนวคิดการปฏิรูปประเทศแบบตะวันตกมาสู่ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยและตั้งมหาวิทยาลัยเคโอะ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของญี่ปุ่นก่อนหน้าการปฏิรูปเมจิ 1 ปี
  2. ธนบัตรใบละ 5000 เยนเป็นรูปของกวีชาวญี่ปุ่นสมัยเมจิ ชื่อ Higuchi Ichiyo
  3. ธนบัตรใบละ 1000 เยนเป็นรูปของนายแพทย์ที่ยากจนในชนบทที่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ คือ Dr.Noguchi Hideyo )

ที่มา : บันทึกส่วนตัว ยังไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง
ด้านนอกของศาลเจ้าจะมีสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยต้นซากุระ ดอกซากุระจะบานในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน ของทุกปี (ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 24 มีค.2566)
คลองใกล้ๆกับศาลเจ้า 2 ข้างคลองเต็มไปด้วยต้นซากุระที่กำลังบานเต็มที่ (ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 24 มีค.2566)
คลองนี้สามารถเชื่อมกับแม่น้ำ และเป็นจุดล่องเรือดูซากุระของเมืองเกียวโต (ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 24 มีค.2566)
ซากุระบาน 2 ข้างคลองใกล้ศาลเจ้าเฮอัง (ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 24 มีค.2566)