ปราสาทโอซากา (Osaka Castle)
บันทึกภาพเมื่อ : 24 มีค. 66
แบบแปลนของปราสาทโอซา นั้นออกแบบเพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก โดยแบ่งเป็นคูเมือง 2 ชั้น คือคูเมืองชั้นนอก (Outer Moat) ที่รอบล้อมด้วยน้ำ และคูเมืองชั้นใน (Inner Moat) ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือแบบที่ล้อมรอบด้วยน้ำ (Wet Inner Moat) ซึ่งทางด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก และแบบแห้ง (Dry Inner Moat) อยู่ทางด้านใต้ และตะวันตก
เมื่อมองภาพ 3 มิติ จะเห็นว่าปราสาทหลัก(หอคอย) จะอยู่ตรงกลาง จากคูเมืองทั้งด้านนอกและด้านในจะเข้าเมือง จะต้องผ่านกำแพงที่ทำด้วยหินที่สูงชันถึง 30 เมตร โดยตัวพื้นและปราสาทจะอยู่สูงจากระดับพื้น
การจะชมปราสาทโอซากา ควรศึกษาแผนที่ของปราสาทโอซากา เพื่อที่จะสามารถดูได้อย่างครบถ้วน Lay out ของปราสาทประกอบด้วย
  1. ปราสาทโอซากาสร้างอยู่บนพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร โดยสร้างบนพื้นที่ยก 2 ชั้นที่กันด้วยกำแพงที่สร้างด้วยหินที่ตัดมาด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Burdock piling ล้อมรอบด้วยคูน้ำ 2 ชั้น ตัวปราสาท (หอคอย) มองจากภายนอกจะมี 5 ชั้น แต่ภายในมีชั้นใต้ดิน 3 ชั้นรวมเป็น 8 ชั้น โดยสร้างบนฐานที่ทำด้วยหินที่มีความชันเพื่อป้องกันการถูกรุกราน
  2. ตัวปราสาทหลัก(หอคอย) ถูกล้อมด้วยคูน้ำและป้อมปราการ โดยคูน้ำแบ่งเป็น 2 ชั้นคือชั้นนอกและชั้นใน คูน้ำด้านในอยู่ในระดับพื้นของตัวปราสาทหลัก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คูน้ำชั้นในที่มีน้ำ อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก คูน้ำชั้นในที่แห้ง อยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนคูน้ำชั้นนอก จะล้อมรอบส่วนทั้งหมดของตัวปราสาทหลักและพื้นที่โดยรอบอื่นๆ โดยมีน้ำล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ หรือ เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก
  3. ส่วนที่เป็นพื้นของปราสาท มีพื้นที่ 61,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงสร้าง 13 รายการที่ถือเป็น ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ป่น ประกอบด้วย
    1. ประตู (Gate) จำนวน 2 ประตูได้แก่ Ote-mon Gate ,Sakura-mon Gate
    2. ป้อมยาม 5 ป้อมได้แก่
      1. Inui-yagura Turret อยู่เหนือ Sengan-yagura Turret (Outer Moat ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ)
      2. Sengan-yagura Turret อยู่ทางเหนือของ Otemon Gate (Outer moat ทิศตะวันตก)
      3. Tamon-yagura Turret อยู่ทางซ้ายมือเมื่อเข้าสู่ Otemon Gate สร้างในสมัย Togugawa
      4. Ichiban-yagura Turret (ป้อมที่สร้างแห่งแรก) South Outer Moat ฝั่งตะวันออก
      5. Rokuban-yagura Turret (ป้อมที่สร้างแห่งที่ 6 ) South Outer Moat ฝั่งตะวันตก
    3. Kimmeisui well Roof
    4. Kinzo Treasure house
    5. Enshogura Gunpower Storehouse
    6. Three sections of castle wall all located around Otemon Gate
    7. Megaliths at the castle include the octopus stone
  4. มีสะพานที่ข้ามจากคูน้ำชั้นนอก 2 แห่ง คือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะเข้าส่วนนอกของปราสาททาง Aoyamon Gate ส่วนด้านตรงข้ามที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะเข้ามาทาง Ote-mon Gate (ประตูที่นักท่องเที่ยวจะเข้าเพื่อเข้าไปชมปราสาททางประตูนี้)
  5. พื้นที่ระหว่างคูน้ำชั้นนอกและชั้นในจะมีโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่
    1. Remain of Fushimi-yagura Turret
    2. Ensho-gura Gun power storehouse (ที่เก็บกระสุนดินดำ)
    3. Osaka Geihinkan
    4. Hoshone Tea House
    5. Osaka castle Nishinomaru Garden (สวนนิชิโนมารุ)
    6. Sengan yagura Turret,
    7. Tamon-yagura Turret
    8. Remain of Taiko-yagura Turret
    9. Osaka Shudokan martial hall
    10. Hokkoku Shrine (Osaka) ศาลเจ้าฮอกโกกุ
    11. Ichiban-yagura Turret (The first Turret)
    12. Plume Grove (สวนบ๊วย)
  6. มี 2 สะพานที่จะข้ามคูเมืองชั้นในคือ Gokuraku-bashi bridge ทางทิศเหนือ และเข้าทาง Sakuramon gate ทางทิศใต้
  7. พื้นที่ภายในคูเมืองชั้นในจะประกอบด้วย จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
    1. พื้นที่ชั้นใน (Hommaru) ประกอบด้วย
      1. ตัวปราสาทหลัก
      2. Kimmeisui well
      3. The Japanese garden
      4. Takoishi (Octopus stone)
      5. Gimmeisui well
      6. The Miraiza Osaka complex
      7. Kinso Treasure House
      8. Time Capsule Expo-70
    2. พื้นที่ชั้น Yamazato-Maru ประกอบด้วย
      1. Marked stone square
      2. อนุสรณ์สถานรำลึกถึง ฮิเดโยริ และมารดา โยโด โดโน
จากคูเมืองชั้นใน จะเข้าสู่ตัวปราสาทต้องผ่าน ประตูที่ชื่อ Sakuramon (เป็น 1 ใน 19 ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมของญี่ปุ่น) จากประตู Sukuramon เมื่อมองตรงไปจะเห็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Octopus Stone หรือ Takoishi (เป็น 1 ใน 19 ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมของญี่ปุ่น) และปราสาทโอซากา
เมื่อเข้าสู่ประตู Sakuramon มองตรงไปจะเห็นก้อนหินขนาดใหญ่ ที่เรียก Takoishi ที่มีขนาด 5.5x11.7 เมตร น้ำหนัก 120 ตัน โดยที่ด้านล่างซ้ายมีรูปร่างเหมือนปลาหมึก จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า octopus stone
The Miraiza Osaka complex อาคารนี้สร้างแล้วเสร็จในปี 1931 ชาวโอซากาได้บริจาคเงินรวบรวมได้ 1.5 ล้านเยนในขณะนั้น เพื่อทำการสร้างปราสาทโอซากาขึ้นมาใหม่ทดแทนหลังเดิมที่ถูกทำลายในสงครามกลางเมือง (สงครามโบชิน) ในคราวปฏิรูปเมจิ ระหว่างกองทัพของรัฐบาลโชกุนโทกูกาวาและกองทัพของจักรพรรดิเมจิ ในปี 1868 (พ.ศ.2411) โดยคงรูปร่างปราสาทตามที่สร้างในสมัย โทโตโยมิ ฮิเดโยชิ ส่วนพื้นปราสาทตามแบบของโทกูงาวา และนำเงินมาสร้างสวน และสร้างสำนักงานใหญ่ของ Fourth Army division (ปัจจุบันคือ MIRAIZA Osaka JO)
Time Capsule Expo-70 คือของขวัญสำหรับมนุษยชาติในอีก 5000 ปีข้างหน้า (ปี 6970 เนื่องจาก Osaka expo จัดในปี 1970) โดยรูปร่างเหมือน Time Capsule ที่บรรจุต้นสนและเมล็ดสน Cypress ในญี่ปุ่น โดย Capsule 1 จะเปิดในปี 6940 ส่วน capsule ที่ 2 จะเปิดในปึ 2000 และเปิดทุก 100 ปี เปิดครั้งต่อไปคือปี 2100
ปราสาทโอซากา (Osaka castle Tower) และพื้นที่โดยรอบ (Osaka Castle Ground) สร้างอยู่บนพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร โดยสร้างบนพื้นที่ยก 2 ชั้นที่กันด้วยกำแพงที่สร้างด้วยหินที่ตัดมาด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Burdock piling ล้อมรอบด้วยคูน้ำ 2 ชั้น ตัวปราสาท (หอคอย) มองจากภายนอกจะมี 5 ชั้น แต่ภายในมีชั้นใต้ดิน 3 ชั้นรวมเป็น 8 ชั้น โดยสร้างบนฐานที่ทำด้วยหินที่มีความชันเพื่อป้องกันการถูกรุกราน
Kimmeisui well Roof โครงสร้างที่ใช้ครอบบ่อน้ำ Kimmeisue สร้างในปี 1626 ซึ่งได้รอดพ้นจากการถูกไฟไหม้มาหลายครั้งหลายครา บ่อนี้มีความลึก 33 เมตรจากระดับพื้นน้ำ มีตำนานเล่าว่า โทโยโตมิ ฮิเรโยชิ ผู้ที่สร้างปราสาทโอซากา ได้หย่อนทางคำลงในบ่อนี้ เพื่อทำให้น้ำบริสุทธิ์ แต่ความจริงพบว่ารัฐบาลโชกุนโทกูกาวาได้ขุดบ่อดังกล่าวแต่ไม่ได้พบทองคำแต่ประการใด
ของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ภายในตัวปราสาท ซึ่งมีลิฟท์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นสู่ชั้นบน และรุปเสือและปลาที่ทำด้วยทอง คือสิ่งที่ประดับที่ภายนอกของปราสาททำให้ตัวปราสาทมีความโดดเด่น เมื่อมองจากภายนอก
พื้นที่จัดแสดงความเป็นมาและประวัติของปราสาทโอซากา
บนหน้าจั่ว มีเครื่องหมายของตระกูล โทโยโตมิ ก่อนหน้านั้น โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ใช้รูป Chrysanthemum เป็นตราประทับของตระกูล ต่อมาภายหลังใช้ Paulownia เป็นตราประทับของตระกูล
ชั้นบนสุดคือ ชั้น 8 เห็นทิวทัศน์ของเมืองโอซากา
ในช่วงฤดูร้อนในปี 1615 โทกูกาว่าได้เข้าตีปราสาทโอซากา ทำให้ โทโยโตมิ ฮิเดโยริ (ลูกของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้สร้างปราสาทโอซากา) และมารดาต้องไปหลบซ่อนในป้อมที่อยู่ในบริเวณนี้ และทั้งคู่ได้ถูกบังคับให้ฆ่าตัวตายบริเวณนี้ ทำให้ในปี 1997 เมืองโอซากาได้สร้างอนุสรณ์สถานให้กับฮิเดโยริ และมารดา โยโด โดโน
เดินออกจากประตู sakuramon Gate
เห็นเสาโทเรอิ บ่งชี้ว่าภายในคือศาลเจ้าฮอกโกกุ Hokkoku Shrine (Osaka)
ก่อนหน้านั้นพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของปราสาทโอซากาเคยเป็นวัดของพวกพระนักรบอิกโก อิกกิ (Ikko ikki) มาก่อน โดยพระและประชาชนรวมตัวกันเพื่อต่อต้านอำนาจของพวกขุนศึกและซามูไร และมีฐานที่มั่นที่วัด Ishiyama Hongan – ji ที่โอซากา โอดะ โนบุนากะส่งกองทัพมาตีวัดนี้ ตั้งแต่ปี 1576 (พ.ศ.2119) และตีได้สำเร็จในปี 1580 (พศ.2123) และเผาทำลายวัดดังกล่าว
อนุสาวรีย์ของ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้สร้างปราสาทโอซากา
  1. เมื่อโอดะ โนบุนากะถูกลูกน้องตนเอง สังหาร โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ซึ่งเป็นลูกน้องของ โอดะ โนบุนากะ ได้แก้แค้นให้กับเจ้านายและก้าวขึ้นมามีอำนาจแทน แม้จะไม่สามารถเป็นโชกุนได้ เนื่องจากไม่ได้สืบเชื้อสายจากตระกูลมินาโมโตะ แต่ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิ และมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศญี่ปุ่นขณะนั้น และได้ทำการสร้างปราสาทโอซากาในปี 1583 (พ.ศ.2126) ในพื้นที่ที่เคยเป็นวัด Ishiyama Hongan – ji โดยใช้ปราสาทอะซูจิ ของโอดะ โนบุนากะ เป็นต้นแบบ แต่มีความยิ่งใหญ่กว่า โดยปราสาทหลักจะประกอบด้วย 5 ชั้นเมื่อมองจากชั้นนอก ส่วนภายในมีชั้นใต้ดิน 3 ชั้น รวมเป็น 8 ชั้น และมีการประดับด้วยดอกไม้ทองที่ด้านข้างของปราสาทหอคอยเพื่อให้เห็นความสง่างามของผู้พบเห็น
  2. ปี 1585 (พ.ศ.2128) ปราสาทหลักได้สร้างแล้วเสร็จ จากนั้นต่อเติมส่วนที่เหลือเพื่อป้องกันการรุกรานจากภายนอกเพื่อเข้ามายังตัวปราสาท และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1597 (พ.ศ.2140)
  3. ปี 1598 (พ.ศ.2141) ฮิเดโยชิ เสียชีวิต ปราสาทโอซากา จึงตกเป็นของลูกชายชื่อ โทโยโตมิ ฮิเดโยริ
  4. ปี 1600 (พ.ศ.2143) โทกูกาวา อิเอยาสุ ได้ชัยชนะในสงคราม Sekigahara และก้าวขึ้นเป็นโชกุน ตั้งรัฐบาลโชกุน (Bakufu) ที่เมืองเอโดะ
  5. ฤดูหนาวในปี 1604(พ.ศ.2147) อิเอยาสุ โจมตีปราสาทโอซากา แต่ตระกูงโทโยโตมิ ก็ยังสามารถรักษาปราสาทไว้ได้ และได้ทำการซ่อมแซมคูเมืองด้านนอกที่เสียหาย ในฤดูร้อนของปี 1605 (พ.ศ.2148)อิเอยาสุได้ยกมาโจมตีอีกครั้ง และเข้ายึดปราสาทและทำการเผาปราสาทโอซากา ฮิเดโยริและมารดาโยโด โดโน ได้ฆ่าตัวตาย เป็นการสิ้นสุดของตระกูลโตโยโตมิ
  6. ในปี 1997 เมืองโอซากาได้สร้างอนุสรณ์สถานให้กับฮิเดโยริ และมารดา โยโด โดโน ภายในบริเวณYamazato-Maru ของปราสาทโอซากา บริเวณที่ทั้ง 2 ถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย
ดอกซากุระที่บานบริเวณภายในศาลเจ้า
Kinzo Treasure house คือคลังสมบัติที่เก็บเหรียญทองคำและเหรียญเงิน สร้างในปี 1751 สมัยรัฐบาลโชกุนโทกูกาวะ โดยก่อสร้างอย่างแน่นหนา ชั้นพื้นทำด้วยหิน ประตูและหน้าต่างมีความหนาเป็นพิเศษและเสริมติดด้วยลูกรงเหล็ก
Enshogura Gunpower Storehouse คือ คลังเก็บกระสุนดินดำที่รัฐบาลโชกุนโทกูกาวะเก็บกระสุนดินดำสำหรับปืนและปืนใหญ่ โดยคลังดังกล่าวสร้างในสมัยเอโดะในปี 1685
ก่อนหน้านั้นคลังเก็บกระสุนดินดำในปราสาทโอซากานั้นไม่แข็งแรงและไม่ได้ป้องกันเรื่องการไฟไหม้ เมื่อมีการสร้างใหม่จึงได้มีการปรับปรุงทั้งในส่วนของพื้น กำแพง และ หลังคา โดยทั้งหมดสร้างด้วยหินแกรนิต
คูเมืองชั้นใน (Inner Dry Moat) ในส่วนที่แห้ง
เดินออกจากบริเวณตัวปราสาท ซึ่งเต็มไปด้วยต้นซากุระที่กำลังบานเต็มที่
บริเวณคูเมืองชั้นนอกที่เป็นคูน้ำ มีเรือนำนักท่องเที่ยวชมความทิวทัศน์บริเวณคูเมืองชั้นนอก
ภาพวาด ปราสาทอาซูจิ ของ โอดะ

รัฐบาลโชกุน (บากูฟุ)

โชกุน คือขุนศึก ก่อนหน้าอยู่ใต้อำนาจของจักพรรดิ ตั้งแต่ปี 1735 ที่ราชสำนักเสื่อมถอย โชกุนมินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะก็ทำการยึดอำนาจจากจักรพรรดิ ทำให้อำนาจการปกครองอยู่ที่รัฐบาลโชกุนตระกูลต่างๆ ต่อเนื่องมายาวนานถึง 676 ปี โดยในปี 2411 โชกุนองค์สุดท้ายคือโชกุน โทกูงาวะ โยชิโนบุ ได้คืนอำนาจการปกครองให้กับจักรพรรดิเมจิ เข้าสู่การปฏิรูปเมจิ ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญทั้งด้าน การศึกษา อุตสาหกรรมและการทหาร รัฐบาลโชกุน (บากูฟุ) แบ่งได้เป็น 4 ยุด ดังนี้
  1. ยุครัฐบาลโชกุนคามากุระ (พศ.1735-1876 รวม 141 ปี ศูนย์การการปกครองอยู่ที่เมืองคาวากุระ ภูมิภาคคันโต ห่างจากโตเกียว 60 กิโลเมตร) ช่วงปี 1735 ตระกูลไทระกับมินาโมโตะช่วงชิงอำนาจจากราชสำนักที่กำลังเสื่อมถอยจาก นั้นโชกุน หรือขุนศึกนักรบ มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ ได้ยึดอำนาจในการปกครองจากจักรพรรดิ ตั้งรัฐบาลโชกุนคามากุระ (ตั้งฐานที่มั่นที่คามากุระ) โดยจักรพรรดิเป็นใหญ่ทางนิตินัย แต่ทางด้านพฤตินัยแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่โชกุน ตระกูลไทระกุมอำนาจก่อน หลังจากโชกุนโยริโตโมะแล้ว โชกุนคนต่อมาเป็นหุ่นเชิดให้กับตระกูลมินาโมโตะ(ฝั่งภรรยาของมินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ) ต่อมาในปี 1786 ในสมัยจักรพรรดิโกะ ไดโงะ ถูกโชกุนเนรเทศ อาชิกางะ ทากาอุจิอยู่ข้างจักรพรรดิเพื่อช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลโชกุนคามากูระ ที่เรียกว่าการฟื้นฟุเคมมุ โดยจักรพรรดิโกะ ไดโงะได้ตั้งเจ้าชายโมริยาชิพระราชโอรส เป็นโชกุน แต่เจ้าชายก็ถูกน้องชายของทากาอุจิสังหาร และ ทากาอุจิก็รวบอำนาจตั้งรัฐบาลโชกุนใหม่ขึ้นมาแทนรัฐบาลโชกุนคามากูระ
  2. ยุครัฐบาลโชกุนอาชิกางะหรือยุคมูโรมาจิ (พ.ศ.1879-2116 รวม 237 ปี ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองเกียวโต) อาชิกางะ ทากาอุจิ เป็นโชกุนองค์แรกในรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ โชกุนคนที่ 2 คือ โยชิอากีระ และคนที่ 3 คือ โยชิมิตสึ ที่เป็นผู้เจรจาให้ราชสำนักเหนือและใต้ผลัดกันเป็นจักรพรรดิของญี่ปุ่นโดยประทับที่เกียวโต อันเป็นการยอมรับว่าราชสำนักมีหนึ่งเดียวที่เกียวโต และเป็นโชกุนที่สร้าง Kinkaku-ji หรือปราสาททองในภาพยนตร์เรื่องอิคคิวซัง ซึ่งได้สละตำแหน่งโชกุนเพื่อออกบวช และได้ถวายปราสาททองให้เป็นวัด ช่วงสมัยโชกุน อาชิกางะ โยชิมาซะ (พ.ศ.1992-2023) เกิดความขัดแย้งในการเลือกโชกุนคนต่อไปของขุนศึก 2 ขั้วทำให้เกิดสงครามปีโอนินในเกียวโตเป็นเวลา 10 ปี (พศ.2010-2020) ส่งผลให้เมืองเกียวโตที่เป็นสมรภูมิของการสู้รบถูกทำลาย และเมื่อส่วนกลางมีความขัดแย้งกัน ทำให้อำนาจของโชกุนส่วนกลางอ่อนแอลง ส่งผลให้การปกครองท้องถิ่น (ชูโงะ) จากส่วนกลางไปท้องถิ่นอ่อนแอตามลงไปด้วย และชูโงะไดบางแห่งตั้งตัวเป็นอิสระ เรียกยุคนี้ว่า ยุคเซ็งโงกุที่กินเวลาเกือบ 150 ปี ที่เริ่มในปี พ.ศ.2010-2158 หรือกินเวลาตั้งแต่ตอนกลางของยุคโรมาจิ จนถึงยุคอาซูจิ โมโมยามะ (โอดะ โนบูนางะ ฮิเดโยชิ และ โทกูกาวะอิเอยาชุ คือ 3ขุนพลที่มีส่วนร่วมในการรวมภูมิภาคต่างๆได้แก่ ชิโกกุ ชุโกกุ คันโต ซุบุ คิวชู เข้ามารวมกับคันไซ เป็นหนึ่งเดียวได้) ในช่วงปลายรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ ตระกูลมิโยชิได้ลอบสังหารโชกุน น้องของโชกุนที่ถูกสังหารคือ อาชิกางะ โยชิอากิ ได้ร้องขอให้ โอดะ โนบูนางะเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อช่วยเหลือสำเร็จจึงตั้ง อาชิกางะ อาชิอากิ เป็นโชกุนหุ่นเชิดในปี 2111 และถอดออกจากการโชกุนเพื่อตั้งตนเองเป็นโชกุนในเวลาต่อมา
  3. ยุคอาซูจิ โมโมยามะ (พ.ศ.2111-2143 รวม 32 ปี ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ภูมิภาคคันไซ) ยุคเซ็งโงกุ คือยุคที่อำนาจส่วนกลางของโชกุนอ่อนแอ ไม่สามารถคุมไดเมียวของแคว้นต่างๆ ซึ่งตั้งตัวเป็นอิสระได้ โอดะ โนบูนางะ ได้ครอบครองพื้นที่ในภูมิภาคคันไซ แล้วขยายไปยังภาคตะวันออกและเขาได้พิชิตเกาะฮอนชูเอาไว้เกือบทั้งหมดในปี คศ.1580 (พ.ศ.2123) เมื่อโอดะ โนบูนางะ ถูกลูกน้องตนเอง(อาเกจิ มิตสึฮิเดะ) ลอบสังหารที่วัดฮนโนจิในปี คส.1582 (พ.ศ.2125)แล้ว อำนาจจึงตกเป็นของ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (ลูกน้องของโอดะ โนบูนางะ) โทโยโตมิ ฮิเดโยชิได้รวมภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ชิโกกุ คิวชู คันโต ฮอนชู เข้ามารวมกับ คันไซ จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นขุนพลคนที่ 2 ที่รวมภูมิภาคต่างๆที่แยกตัวออกไปในยุค เซ็งโงกุให้เป็นหนึ่งเดียว โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ คือคนที่สร้างปราสาทโอซากา ในปี คศ.1583 (พ.ศ.2126) และเมื่อฮิเดโยชิ เสียชีวิตในปี 1598 (พ.ศ.2141) ปราสาทโอซากา จึงตกเป็นของลูกชายชื่อ โทโยโตมิ ฮิเดโยริ ซึ่งต่อมาในปี 1605 (พ.ศ.2148) โทกูกาวะ อิเอยาสุได้ยกทัพมาโจมตี และเข้ายึดปราสาทและทำการเผาปราสาทโอซากา ทำให้ฮิเดโยริและมารดาโยโด โดโน ได้ฆ่าตัวตายที่ปราสาทแห่งนี้ จึงถือเป็นการสิ้นสุดของอำนาจของตระกูลโทโยโตมิ
  4. ยุคโทกูงาวะ (พศ.2143-2411 รวม 268 ปี ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองเอโดะ) โทกูงาวะ อิเอยาสุ รบชนะใน ยุทธการเซกิงาฮาระ ทำให้เขา มีอำนาจเหนือญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ ปราศจากไดเมียวผู้ใดที่สามารถต่อต้านอำนาจได้ ทำให้รวมภูมิภาคต่างๆในญี่ปุ่นที่มีการแยกตัวเป็นอิสระในสมัยเซ็งโงกุ เป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ โทกูกาวะ อิเอยาสุ จึงได้รับการยอมรับเป็นคนที่ 3 ที่รวมภูมิภาคต่างให้เป็นหนึ่งเดียว ในปลายรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ตอนปลายของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ ในยุคของโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ สหรัฐอเมริกาได้ส่ง Mathew Perri ส่งกองทัพเรือมาปิดอ่าวโตเกียวบังคับญี่ปุ่นให้เปิดประเทศเพื่อค้าขายกับตะวันตก ในปี พ.ศ. 2396 ชาติตะวันตกคุกคามอำนาจโชกุน และคนญี่ปุ่นเริ่มเห็นว่าอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ประเทศต้องการการปฏิรูปและมีกลุ่มคณาธิปไตยและปัญญาชนญี่ปุ่นที่มีแนวคิดตะวันตกเป็นชนชั้นนำในการคิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศจากรัฐโชกุน โดยจะให้จักรพรรดิเป็นผู้นำใหม่ ซึ่งจักรพรรดิโคเมเห็นด้วยที่จะย้ายจากโตเกียวมาประทับที่เอโดะเพื่อมาปฏิรูปประเทศ แต่สวรรคตเสียก่อน จักรพรรดิโคเมจึงเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายที่ประทับที่เกียวโต เกียวโตจึงเป็นที่ประทับของจักรพรรดินานถึง 1073 ปี (พศ.1337-2410) และโชกุน โทกูงาวะ โยชิโนบุ ถูกท้าทายจากภายนอกโดยประเทศตะวันตก และภายในประเทศก็ไม่เอาด้วยกับระบบอบเดิม จึงได้ถวายอำนาจคืนให้กับจักรพรรดิเมจิ จึงถือเป็นซึ่งเป็นโชกุนองค์สุดท้ายและเป็นการสิ้นสุดของการปกครองโดยรัฐบาลโชกุน(บากุฟุ) ซึ่งยาวนานถึง676 ปี (พ.ศ.1735-2411) และเข้าสู่ยุคเมจิ
พื้นที่เดิมของปราสาทโอซากาเคยเป็นวัดมาก่อน
ประวัติปราสาทโอซากา
  1. ปี 1583 (พ.ศ.2126) Toyotomi Hideyoshi ได้เริ่มสร้างปราสาท ในพื้นที่ที่เคยเป็นวัดของพวกพระนักรบ (Ikko ikki) คือ วัด Ishiyama Hongan – ji ที่ถูกโอดะ โนบุนากะเข้าตีตั้งแต่ปี 1576 (พ.ศ.2119) และตีได้สำเร็จในปี 1580 (พศ.2123) โดยจะใช้ปราสาทอะซูจิ ของโอดะ โนบุนากะ เป็นต้นแบบ แต่มีความยิ่งใหญ่กว่า โดยปราสาทหลักจะประกอบด้วย 5 ชั้นเมื่อมองจากชั้นนอก ส่วนภายในมีชั้นใต้ดิน 3 ชั้น รวมเป็น 8 ชั้น และมีการประดับด้วยดอกไม้ทองที่ด้านข้างของปราสาทหอคอยเพื่อให้เห็นความสง่างามของผู้พบเห็น
  2. ปี 1585 (พ.ศ.2128) ปราสาทหลักได้สร้างแล้วเสร็จ จากนั้นต่อเติมส่วนที่เหลือเพื่อป้องกันการรุกรานจากภายนอกเพื่อเข้ามายังตัวปราสาท และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1597 (พ.ศ.2140)
  3. ปี 1598 (พ.ศ.2141) ฮิเดโยชิ เสียชีวิต ปราสาทโอซากา จึงตกเป็นของลูกชายชื่อ โทโยโตมิ ฮิเดโยริ
  4. ปี 1600 (พ.ศ.2143) โทกูกาวา อิเอยาสุ ได้ชัยชนะในสงคราม Sekigahara และก้าวขึ้นเป็นโชกุน ตั้งรัฐบาลโชกุน (Bakufu) ที่เมืองเอโดะ
  5. ฤดูหนาวในปี 1604(พ.ศ.2147) อิเอยาสุ โจมตีปราสาทโอซากา แต่ตระกูงโทโยโตมิ ก็ยังสามารถรักษาปราสาทไว้ได้ และได้ทำการซ่อมแซมคูเมืองด้านนอกที่เสียหาย ในฤดูร้อนของปี 1605 (พ.ศ.2148)อิเอยาสุได้ยกมาโจมตีอีกครั้ง และเข้ายึดปราสาทและทำการเผาปราสาทโอซากา ฮิเดโยริและมารดาโยโด โดโน ได้ฆ่าตัวตาย เป็นการสิ้นสุดของตระกูลโตโยโตมิ
  6. ปี 1620 (พ.ศ.2163)โทกูกาวะ ฮิเดทาดะ ได้เป็นโชกุนคนใหม่ ได้เข้ามาสร้างปราสาทโอซากาขึ้นมาใหม่ โดยได้สร้างปราสาท 5 ชั้นดูจากภายนอก และมีชั้นใต้ดิน 3 ชั้นรวมเป็น 8 ชั้น และได้สร้างกำแพงใหม่ ซึ่งกำแพงดังกล่าวยังอยู่จนถึงปัจจุบัน กำแพงดังกล่าวสร้างจากนำหินมาวางเรียงโดยไม่มีการยาด้วยปูนหรือซีเมนต์ โดยนำหินจาก Seto Inland Sea และเสร็จในปี1630 (พ.ศ.2173)
  7. ปี 1660(พ.ศ.2203) เกิดฟ้าผ่าที่ห้องเก็บกระสุนดินดำก่อน ทำให้เกิดระเบิดและลามไปไหม้ตัวปราสาทจนปราสาทล้มลง
  8. ปี 1665 (พ.ศ.2208) เกิดฟ้าผ่าที่ตัวปราสาท ทำให้ปราสาทได้รับความเสียหายอย่างหนักและล้มลง และถูกทิ้งร้างไว้ จนปี 1843 (พ.ศ.2386)รัฐบาลโชกุนได้รวบรวมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อสร้างป้อมต่างๆ
  9. ปี 1868 (พ.ศ.2411) เกิดสงครามกลางเมือง (สงครามโบชิน)ในช่วงของปฏิรูปเมจิ กองทัพของโยชิโนบุใช้ปราสาทโอซากาเป็นฐานทัพ กองทัพของผู้ต่อต้านรัฐบาลโชกุนหรือกองทัพพระจักรพรรดิ สามารถเข้าไปในตัวปราสาทได้และเผาทำลาย ปราสาทโอซากา
  10. ปี 1921 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เมืองโตเกียว เมืองโตเกียวเสียหายอย่างหนัก ประชาชนจากโตเกียวได้อพยพมาที่เมืองโอซากา ทำให้ปี 1925 เมืองโอซากาได้ขยายตัวอย่างมากจนประชากรมากกว่าโตเกียว และเป็นเมืองที่ประชากรมากที่สุดในญี่ปุ่น เข้าสู่ Dai Osaka Jidai (The big Osaka period) ผู้ว่าการนครโอซากา ชื่อ Seki Hajime ได้พัฒนารถไฟฟ้าใต้ดิน ถนน และอาคารบ้านเรือนแบบตะวันตก และมีโครงการที่จะบูรณะปราสาทโอซากา แต่เนื่องจากงบประมาณได้หมดไปกับโครงการต่างๆมากมาย ทำให้ชาวเมืองโอซากาจึงช่วยกันบริจาคเงินเพื่อบูรณะปราสาทโอซากา เป็นจำนวนเงิน 1.5 ล้านเยน (เงินในสมัยนั้น) โดยเงินบูรณะส่วนใหญ่เกิดจากเงินบริจาคของประชาชน จนแล้วเสร็จในปี 1931 (พ.ศ.2474) โดยได้สร้างปราสาทหลัก สวนสาธารณะ และสำนักงานใหญ่ของ Fourth Army division (ปัจจุบันคือ MIRAIZA Osaka JO) โดยการสร้างปราสาทหลัก นั้นผสมผสาน 2 สมัยคือ ตัวปราสาทหลักคงรูปแบบดั้งเดิมของสมัยฮิเดโยชิ ผนังกำแพงหินใช้รูปแบบสมัยโทกูกาวะ
  11. ในสมัยรัฐบาลเมจิ ปราสาทโอซากาถูกใช้เพื่อการทหาร และเป็นโรงงานผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก ผลิตอาวุธทุกชนิด ตั้งแต่ปืนถึงปืนใหญ่ การที่ปราสาทโอซากาเป็นโรงงานผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โอซากาจึงเป็นเป้าหมายของการโจมตีของฝ่ายพันธมิตร แม้ตัวเมืองโอซากา และหลายส่วนรอบๆปราสาทโอซากาจะถูกทำลาย แต่ตัวปราสาทหลักยังรอดพ้นจากการทิ้งระเบิดและยืนตระหง่านมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งก่อสร้าง 13 รายการที่ก่อสร้างในสมัยฮิเดโยชิ และโทกูกาวา ที่รอดพ้นจากการทำลายได้รับจากขึ้นทะเบียนจากรัฐบาลญี่ปุ่นว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2496
  12. ปี 1995 (พ.ศ.2538) รัฐบาลท้องถิ่นโอซากา ได้อนุมัติการบูรณะปราสาทโอซากาขึ้นมาใหม่ โดยภายนอกคงสถาปัตยกรรมให้เหมือนเดิม ส่วนภายในได้ใช้วิศกรรมสมัยใหม่ มีลิฟท์ และทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 1997 (พ.ศ.2540)
ภาพปราสาทโอซากา ในส่วของป้อมในปี 1865
ที่มา : Photo by Los Angelles Country Mesuem of Art
ปราสาทโอซากาที่สร้างใหม่แล้วเสร็จในปี 1931 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่มา : Source : oldtokyo.com
ย่านนัมบะที่ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกา ถล่มทำลายในครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2
ย่านซินไซบาชิ ที่ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกา ถล่มทำลายในครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2
ย่านโดธงโบริ นัมบะ ซินไซบาชิ ในโอซากาปัจจุบัน