เมืองกุโจ ฮาจิมัง (Gujo Hachiman)
บันทึกภาพเมื่อ : 23 มีค. 66
เดินทางเมืองนาโกยา มาที่เมืองกุโจ จังหวัดกิฟุ โดยห่างจากเมืองนาโกยา ประมาณ 86 กม. ถ้ามาด้วยด้วยรถไฟ จะมาลงที่เมือง ทากามายาก่อน จากนั้นนั่งรถประจำทางจากทากามายา มาที่เมืองกุโจ กูโจฮาจิมัง เป็นเมืองชนบทที่รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะกุโจโอโดริ ป็นหนึ่งในการละเล่นการเต้นพื้นเมืองของญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่จัดขึ้นในญี่ปุ่นทุกปีตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายนและมีชื่อเสียงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเต้นรำแบบตลอดทั้งคืนที่เต้นกันยันสว่างในกลางเดือนสิงหาคม และเป็นเมืองแห่งสายน้ำ ที่น้ำที่ใสสะอาดจะไหลไปตลอดทั้งตัวเมือง และบางที่มีปลาคราฟว่ายน้ำไปมาให้เห็น
วัด Anyoji
ด้านหลังวัดบนยอดเขาจะเห็นปราสาทกุโจ ฮาจิมัง
ศาลาไม้ขนาดใหญ่ของวัด Anyoji
ออกจากวัดมีถนนสามารถขึ้นสู่ยอดเขาเตี้ย ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 20 นาทีจะถึงยอดเขา ซึ่งปราสาทกุโจ ฮาจิมังตั้งอยู้บนยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 350 เมตร
ภาพของเมืองกุโจ เมื่อมองจากบริเวณกลางๆของเนินเขาแห่งนี้
บริเวณตีเขามีการรูปปั้นของ ซามูไร Yamauchi Kazutoyo กับภรรยาของเขาชื่อ Chiyo (สันนิษฐานว่าเป็นลูกสาวของ Endo Morikazu ผู้ที่สร้างปราสาทกุโจ ฮาจิมัง) โดย Chiyo ได้ซื้อม้าให้สามีด้วยเงินของเธอเองในศตวรรษที่ 16 โดยต่อมา Kazutoyo ได้เป็น lord of Kochi Castle in Shikoki (คนในพื้นที่ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างในปี 1991)
ปราสาทกุโจฮาจิมัง ซึ่งมีประวัติพอสังเขป ดังนี้
  1. ปี 1559 Endo Morikazu ซึ่งเป็นสาขาย่อยของตระกูล To ได้ทำลายปราสาท Tedo Nomayama และได้สร้างประสาทใหม่บนยอดเขา Hashiman ซึ่งอยู่ในฝั่งแม่น้ำด้านตรงข้าม และต่อมาปราสาทก็ตกเป็นของลูก Endo Yoshitaga
  2. Endo Yoshitaga ได้เข้าเป็นบริวารของ โชกุน โอดะ โนบุนากะ เมื่อโนบุนากะถูกสังหารเสียชีวิต ก็เป็นบริววารของ โอดะ โนบุตากะ ซึ่งเมื่อกองทัพของโอดะ โนบุตากะและ Endo Yoshitaga ได้พ่ายต่อ ทัพของ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ทางฮิเดโยชิจึงยกปราสาทให้ Inaba Sadamichi ซึ่งเป็นผู้ที่ Ishida Mitsunari ซึ่งเป็นขุนศึกทางภาคตะวันตกของ โทโตโยมิ ฮิเดโยชิ ให้การสนับสนุน ปราสาทฮาจิมัน ในสมัยที่ Inaba Sadamachi ได้สร้างกำแพงหินเพื่อเสริมความแข็งแรงของปราสาท
  3. ต่อมา Endo Yishitaga ได้กลับมายึดปราสาทฮาจิมันกลับได้ Inaba Sadamachi จึงขอให้ โทกูกาวะ อิเอยาสุช่วยเหลือ ทำให้สามารถยึดปราสาทกลับมาได้
  4. ต่อมาทั้ง Endo Yoshitaga และ Inaba Sadamichi แม้จะเป็นคู่อริกัน แต่ก็อยู่ฝ่ายเดียวกันกับ โทกูกาวะ อิเอยาสุ เมื่อโทกูกาวะ อิเอยาสุได้ชัยชนะในสงคราม Sekigahara แล้ว จึงเป็นตัวกลางในการประสานความสัมพันธ์ โดยคืนปราสาทฮาจิมังให้กับ Endo Yoshitaga ส่วน Inaba Sadmichi ให้ไปครอง Usuki domain บนเกาะคิวชูแทน
  5. ตระกูล Endo ได้ครอบครองปราสาทเป็นเวลาร้อยปี แต่เกิดความขัดแย้ง ภายในทำให้ถูกให้ไปครองแคว้นที่เล็กกว่า ปราสาทฮาจิมังจึงตกไปเป็นของ ไดเมียวตระกูลต่างๆ จนกระทั่งเมื่อเกิดการปฏิรูปเมจิ ได้ปฏิรูปการปกครองจากแว่นแคว้นต่างๆเป็นจังหวัด ( Prefecture ) แทน ปราสาทจึงถูกทำลายในปี คศ.1870 (พศ.2413) เหลือเพียงกำแพงหินเท่านั้น ซึ่งในปี 1933 (พ.ศ.2476) จึงมีการสร้างปราสาทหลังใหม่โดยใช้ไม้เป็นส่วนใหญ่ นับเป็นปราสาทที่อยู่บนเขาที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงที่ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีแดงประมาณเดือนพฤศจิกายน และสามารถเห็นตัวเมืองกุโจ ที่อยู่ด้านล่าง
ปราสาทกุโจ ฮาจิมังในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบเมเปิลเปลี่ยนเป็นสีแดง
Jokamachi Plaza ขายของพื้นเมือง และใกล้กับที่จอดรถ
ตุ๊กตา “ซารุโบโบะ” หรือตุ๊กตาไร้หน้า เจ้าตุ๊กตาซารุโบโบะเป็นเครื่องรางชื่อดังของจังหวัดกิฟุ เป็นของที่ระลึกยอดนิยมที่ใครมาต้องซื้อกลับไป แต่เดิมซารุโบโบะมีสีแดง ตามเทพเจ้าอะมาเทระสึ (Amaterasu) เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ในศาสนาชินโต เทพเจ้าหญิงที่สร้างเมืองญี่ปุ่น (ตำนานที่ 1) แต่ปัจจุบันมีสีสันมากขึ้นสื่อถึงความหมายที่แตกต่างกัน เช่น สีเหลืองที่เกี่ยวกับเงินทอง ความร่ำรวย หรือสีชมพูที่เกี่ยวกับความรัก มีเรื่องเล่าว่าในครั้งน้ำท่วมใหญ่ เกิดการขาดแคลนอย่างหนัก ผู้หญิงที่กิฟุ ต้องเอากิโมโน มาตัดเป็นตุ๊กตาเพื่อเป็นรายได้ในการซื้อข้าวกิน ตู๊กตา ซารุโบโบะ ผลิตที่เมืองกุโจ เพื่อนำไปขายที่เมือง ทากายามา หรือที่ ชิราคาวาโกะ
ต้นแบบของซารุโบโบะมาจากตุ๊กตา “โฮโกะ” และ “อามะกาทสึ” ซึ่งได้รับอิทธิพลมากจากจีนในสมัยนารา (ค.ศ.710 – 794) โดยกลุ่มชนชั้นสูงได้นำตุ๊กตาไปประดับไว้ในห้องคลอด เสมือนเป็นเครื่องรางเพื่อให้คลอดบุตรง่ายและปลอดภัย เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) ความเชื่อก็แพร่ไปยังสามัญชน และเริ่มนำโฮโกะมาเป็นเครื่องปัดรังควานสำหรับเด็ก พอเข้าช่วงกลางสมัยเอโดะก็เริ่มมอบตุ๊กตาให้ลูกสาวที่ต้องออกเรือนไว้เป็นเครื่องรางคุ้มครองให้มีชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและคลอดบุตรอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมอบให้เด็กเอาไว้เป็นของเล่นเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย ในสมัยเอโดะเกิดไข้ทรพิษระบาด คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าเทพแห่งความเจ็บป่วยนั้นเกลียดสีแดงจึงใช้ผ้าสีแดงในการทำตุ๊กตา (ตำนานที่ 2)
ถนนภายในหมู่บ้าน ดูเป็นชนบท และรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้
เมืองกุโจ เป็นเมืองแห่งสายน้ำ โดยมีระบบน้ำใสสะอาดรอบตัวเมือง และบางแห่งมีปลาแหวกว่ายให้เห็น และมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในพื้นที่ รวมทั้งผลิตอาหารจำลอง