เซี่ยงไฮ้จากเขตเช่าตะวันตกหลังสงครามฝิ่นสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน
บันทึกภาพเมื่อ : 21 พค. 68
  1. สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1839–1842 และ 1856–1860) เป็นสงครามระหว่างจีนกับตะวันตก (โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส) อังกฤษนำเข้าฝิ่นจากอินเดียสู่จีนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า (จีนส่งออกชา ผ้าไหม แต่รับเฉพาะเงินจากอังกฤษ) จีนภายใต้จักรพรรดิเตากวงพยายามหยุดยั้งการค้าฝิ่น ส่งผลให้เกิดวิกฤตสังคมและเศรษฐกิจขุนนางหลินเจ๋อสวีทำลายฝิ่นของอังกฤษที่กว่างโจว ทำให้อังกฤษประกาศสงคราม จีนพ่ายแพ้ ลงนามใน สนธิสัญญานานกิง (1842) โดยจีนยกเกาะฮ่องกง ให้อังกฤษ เปิดเมืองท่า 5 แห่ง (กว่างโจว, เซี่ยะเหมิน, ฝูโจว, หนิงปัว, เซี่ยงไฮ้) อังกฤษได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต
  2. สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (1856–1860) สาเหตุ: จีนไม่ยอมปฏิบัติตามสนธิสัญญาเดิม และเกิดเหตุปะทะเพิ่มเติม จีนแพ้อีก ลงนามใน สนธิสัญญาปักกิ่ง (1860) จีนต้องเปิดเมืองท่าเพิ่ม ฝรั่งเศสและอังกฤษได้สิทธิ์ทางการค้าและศาสนา จีนสูญเสียดินแดนเพิ่ม (เช่น เกาลูนให้อังกฤษ)สงครามฝิ่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จีนต้องเผชิญกับการแทรกแซงจากตะวันตก และนำไปสู่ยุคแห่งความอ่อนแอและการปฏิวัติในศตวรรษต่อมา วันที่ 11 กรกฎาคม 1854 เขตเช่าอังกฤษ-ฝรั่งเศส-อเมริกา ร่วมมือกันตั้งสภาเทศมนตรีเมืองเซี่ยงไฮ้ มีการจัดกองกำลังตำรวจติดอาวุธ กลายเป็นเขตเช่าแห่งแรกที่เรียกว่า “รัฐในรัฐ” ครองสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอย่างเป็นทางการ
เซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่ปากแม่นำแยงซี มีแม่น้ำหวงผู่ไหลผ่านเมือง เดิมเป็นเมืองประมง แต่เนื่องจากภูมิประเทศที่ดี สามารถติดต่อกับประเทศอื่นๆทางเรือได้ ทำให้เซี่ยงไฮ้ จึงเป็นประตูในการทำการค้ากับชาติต่างๆ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก
หลังจาก สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (1839–1842) และการลงนามใน สนธิสัญญานานกิง (1842) อังกฤษได้สิทธิเปิดการค้าในเซี่ยงไฮ้ และในปี 1845 อังกฤษจัดตั้ง "เขตเช่าเซี่ยงไฮ้" (British Concession) เป็นครั้งแรกต่อมาในปี 1863 เขตเช่าของอังกฤษรวมกับเขตเช่าของสหรัฐอเมริกา (American Concession) กลายเป็น "เขตสัมปทานนานาชาติเซี่ยงไฮ้" (Shanghai International Settlement) ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของอังกฤษเป็นหลัก
  1. ในด้านการปกครอง: มี สภาท้องถิ่น (Shanghai Municipal Council) ที่บริหารโดยชาวตะวันตก จีนไม่มีอำนาจปกครองภายในเขตนี้ ด้านเศรษฐกิจและการค้า: เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของตะวันตกในเอเชีย มีบริษัทต่างชาติมากมาย เช่น ธนาคาร HSBC, บริษัทการค้าขนาดใหญ่
  2. ด้านวัฒนธรรมและสังคม: มีชุมชนชาวตะวันตกอาศัยอยู่หนาแน่นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เช่น The Bund (ไว่ทัน)
  3. ด้าน กฎหมาย:ใช้กฎหมายตะวันตก และมี สิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) ทำให้ชาวต่างชาติไม่ขึ้นศาลจีน
การสิ้นสุดเขตเช่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1941): ญี่ปุ่นยึดครองเซี่ยงไฮ้ ค.ศ. 1943: อังกฤษและสหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตอย่างเป็นทางการ ค.ศ. 1949: หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์จีน เขตสัมปทานถูกยุบโดยรัฐบาลใหม่ของเหมาเจ๋อตุง The Bund ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของยุคอาณานิคมในเซี่ยงไฮ้ พื้นที่เดิมของเขตเช่าตอนนี้เป็นย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
จุดเริ่มต้นของ “เซี่ยงไฮ้ยุคใหม่” เริ่มตั้งแต่ปี 1900 เมื่อรัฐบาลได้มีการพัฒนาระบบการสื่อสาร อาทิ โทรเลข โทรศัพท์ รวมไปถึงรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เช่น หนังฝรั่งและงานปาร์ตี้ ภาพที่เห็นนี้คือการเดินพาเหรดของ Shanghai Volunteer Corps ในปี 1902 บนถนนหนานจิง (ปัจจุบันเป็นถนนสายสำคัญกลางเมือง) Shanghai Volunteer Corps ก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันชาวตะวันตกไม่ให้รับอันตรายจากความวุ่นวายทางกลางเมืองในขณะนั้นภาพที่เห็นนี้คือการเดินพาเหรดของ Shanghai Volunteer Corps ในปี 1902 บนถนนหนานจิง (ปัจจุบันเป็นถนนสายสำคัญกลางเมือง) Shanghai Volunteer Corps ก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันชาวตะวันตกไม่ให้รับอันตรายจากความวุ่นวายทางกลางเมืองในขณะนั้น
ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 1906 บนถนนสายการค้าแห่งหนึ่ง สังเกตเห็นการแต่งกายและทรงผมของผู้คนในสมัยก่อน รวมถึงความคึกคักบนถนนได้เป็นอย่างดี บ่งบอกว่าเวลานั้น เซี่ยงไฮ้ได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางที่เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งแล้ว
ภาพปี 1907 เป็นภาพการทำถนนบริเวณถนนหนานจิง ถือว่าเป็นถนนเส้นแรกของเมืองเซี่ยงไฮ้ ระยะทางยาว 6.04 กม. วิ่งจากวัดจิ้งอัน (ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่) ไปสุดสายที่ Shanghai Club Building ซึ่งเป็นตึกสไตล์บารอคสูง 6 ชั้นบนหาดไว่ทัน (The Bund) เดิมเป็นคลับเฉพาะบุรุษชั้นสูง ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม Waldorf-Astoria ยุคเริ่มต้น (ศตวรรษที่ 19)
ถนนหนานจิงหรือนานกิง สร้างขึ้นในสมัย สนธิสัญญานานกิง (1842) หลังสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ในช่วงแรกเรียกว่า "ถนนสายที่ 1" (First Street) ของเขตสัมปทานอังกฤษ (British Concession) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "Nanking Road" (สะกดแบบเก่า) เพื่อเป็นเกียรติแก่เมืองนานกิง (Nanjing) เจ้าของที่ดินจำนวนมากบนถนนนานกิง ชื่อซิลาส ฮาร์ดูน (Silas Aaron Hardoon ) เกิดในครอบครัวยิวแบกแดกที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ย้ายมาอยู่เซี่ยงไฮ้ในปี คศ.1870 ไต่เต้าจากพนักงานของบริษัทในตระกูล Sassoon ต่อมาแยกตัวมาประกอบอาชีพอิสระและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จนร่ำรวยจากเป็นเจ้าของที่ดิน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าในเขตเช่าของต่างชาติที่เซี่ยงไฮ้ เสียชีวิตในปี 1931 และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นปกครองประเทศจีนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของทายาท Hardoon ก็ตกเป็นของรัฐทั้งหมด
ภาพ ถนนนานจิง ในปี 1925 จากภาพจะเห็น จะเห็นความคึกคักของเซี่ยงไฮ้ และมีการผสมปนเประหว่าง ชางจีนกับชาติตะวันตก และอาคารบ้านเรือนที่มีการผสมผสานระหว่างแบบจีนและแบบตะวันตก
ในช่วงทศวรรษ 1920s–1930s ถนนนานกิงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและความบันเทิงของเซี่ยงไฮ้ มี ห้างสรรพสินค้ารุ่นแรกๆ ของจีน เช่น: Wing On Department Store (1918) ,Sincere Department Store (1917) ,Sun Sun Department Store (1926) เป็นที่ตั้งของ โรงภาพยนตร์ คาสิโน และไนท์คลับ ที่มีชื่อเสียงในยุค "ปารีสแห่งตะวันออก" ในช่วง สงครามจีน-ญี่ปุ่น (1937–1945) และสงครามกลางเมือง ถนนนานกิงยังคงเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ หลัง พรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นสู่อำนาจ (1949) ห้างสรรพสินค้าและธุรกิจเอกชนหลายแห่งถูกโอนเป็นของรัฐถนน
ภาพบริเวณหาดไว่ทันเมื่อปี 1930 หลังจากที่เซี่ยงไฮ้เปิดประตูในฐานะเมืองท่า กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของตะวันออกไกล จากภาพจะเห็นว่าในช่วงปี 1930 เกิดอาคารต่างๆ ได้แก่ HSBC Building ,อาคารศุลกากร (Custom House) อาคาร North China Daily News (อาคาร AIA) ,Sasson House
ความคึกคักของการค้าบริเวณ The bund จากรูปจะเห็นบริเวณหน้า Custom House คือจุดที่มีนำสินค้ามาค้าขายกันอย่างมาก จากการบันทึก ตำแหน่งของประภาคาร คาร์ล กุตสลาฟฟ์ (Gutzlaff Signal Tower) ที่สร้างขึ้นในปี 1865 เป็นเสาไม้สูง 36 เมตร และมีโคมไฟของด้านบนสุด เป็นแท่นที่ยื่นลงไปในแม่น้ำหวงผู่ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้า ของอาคารศุลกากร (Custom House) ในปัจจุบัน และเสาไม้เดิมถูกรื้อถอนในปี 1907
ภาพปี 1940 ที่เห็นรถรางและตึกรามบ้านช่องที่มีประกาศโฆษณาเต็มไปหมด
ภาพปี 1948 การแข่งขันเรือมังกรที่แม่น้ำหวงผู่ สังเกตเห็นว่าด้านหลังเริ่มมีตึกสูงเกิดขึ้นแล้วอย่างมากมาย
HSBC Building เป็นอาคารหมายเลข 12 สร้างขึ้นในปี 1923 โดย HSBC (Hongkong and Shanghai Banking Corporation) เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ Palmer & Turner ในสไตล์นีโอคลาสสิก ผสมผสานองค์ประกอบกรีก-โรมัน หลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (1949) ธนาคารต่างชาติทยอยออกจากจีน HSBC ปิดสาขานี้ในปี 1955 อาคารถูกโอนให้ รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ และใช้เป็นที่ทำการของ Shanghai Municipal Government ตั้งแต่ปี 1955–1995 ต่อมาในปี 1997 ตึกนี้ถูกปรับให้เป็นส่วนหนึ่งของ Shanghai Pudong Development Bank (SPDB) จนถึงปี 2018 ปัจจุบัน (2024) กลับมาใช้โดยหน่วยงานรัฐอีกครั้ง
HSBC bank มีสิงโตทำด้วย bronze 2 ตัวผลิตที่ UK, ในปี 1923 โดยสิงโตตัวผู้ทำท่าคำราม (หมายถึงการปกป้อง) ชื่อ Stephen ส่วนตัวเมียอยู่ในท่าสงบ (หมายถึงความมั่นคงปลอดภัย) ชื่อ Stitt ตามชื่อของ A.G Stephen and G H Stitt, ผู้จัดการคนก่อนหน้าของ HSBC สาขาเซี่ยงไฮ้. ขณะนี้สิงโตตัวดั้งเดิมชื่อ Stephenจัดแสดงใน Shanghai Banking Museum และสิงโต Stitt ตั้งอยู่ใน Museum ด้านใต้ของหอไข่มุก. ส่วนคู่ที่อยู่หน้า Shanghai Pudong Development Bank commissions เป็นรูปหล่อที่จำลองมาจากตัวจริงที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์
Custom House (หรือ Shanghai Customs House) อาคารหมายเลข 13 เป็นหนึ่งในอาคารประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดบนถนน Bund) ในเซี่ยงไฮ้ สร้างขึ้นในสไตล์นีโอคลาสสิกและมีหอนาฬิกที่โดดเด่น เป็นสัญลักษณ์สำคัญของยุคสมัยที่เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินระหว่างประเทศ ในปี 1846 (สมัยราชวงศ์ชิง) เซี่ยงไฮ้เปิดท่าเรือให้ชาวต่างชาติทำการค้า หลังจากสนธิสัญญานานกิง (1842) ซึ่งยุติสงครามฝิ่นอาคาร Custom House แห่งแรกสร้างขึ้นในปี 1857 บริเวณ Bund เพื่อใช้เป็นที่ทำการศุลกากร แต่ถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้ง อาคารปัจจุบัน ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ Public Works Department ของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ในขณะนั้นสร้างเสร็จในปี 1927 แทนที่อาคารเก่าที่ทรุดโทรม สไตล์สถาปัตยกรรมเป็น Neoclassical ผสม Art Deco มีความโอ่อ่าและทันสมัยในยุคนั้น หอนาฬิกาสูง 90 เมตร เป็นจุดเด่น โดยออกแบบคล้าย Big Ben ของลอนดอน ในยุคที่เซี่ยงไฮ้ถูกควบคุมโดยต่างชาติ (เขตสัมปทาน) Custom House เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ หลังปี 1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นปกครอง อาคารนี้ถูกยึดเป็นที่ทำการศุลกากรของรัฐบาลจีน ปัจจุบัน Custom House ยังคงใช้งานเป็นสำนักงานศุลกากรเซี่ยงไฮ้
Custom house เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของ Bund ที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูป โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่ไฟสว่างสวยงาม หอนาฬิกายังคงทำงานและตีระฆังทุกชั่วโมง Custom House เป็นตัวแทนของยุคทองของเซี่ยงไฮ้ในศตวรรษที่ 20 ที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก อาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมประวัติศาสตร์ Bund ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหากมีโอกาสไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ แนะนำให้แวะชมความงามของ Custom House พร้อมกับวิวแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) และตึกสูงสมัยใหม่ของฝั่ง Puduin ที่อยู่ตรงข้ามกัน
HSBC Building & Custom house ในสมัยจักรพรรดิเสียนพง จีนแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ในปี 1860 จึงยกผลประโยชน์ด้านการค้าคือศุลกากรเซี่ยงไฮ้ให้กับตะวันตก และตั้ง Sir Robert Hart ให้ดูแล ศุลกากรในเซี่ยงไฮ้ โดย Sir Robert Hart ได้ดูแลต่อเนื่องเป็นเวลา 40 ปี โดยรายได้จากเงินศุลกากร 1/3 ต้องจ่ายเป็นค่าปฏิมากรสงคราม
HSBC Building & Custom house ในปัจจุบัน
North China Daily News Build ที่ The Bund เซี่ยงไฮ้ อาคารหมายเลข 17 เป็นหนึ่งในตึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญบนถนน Bund ของเซี่ยงไฮ้ เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียช่วงศตวรรษที่ 19-20 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมรดกสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมที่ยังคงความงดงาม หนังสือพิมพ์ (North China Daily News) ก่อตั้งในปี 1850 โดยนักข่าวชาวอังกฤษ Henry Shearman ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า North China Herald เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกในเซี่ยงไฮ้ และกลายเป็นสื่อหลักสำหรับชาวต่างชาติในจีน ในปี 1856 เปลี่ยนชื่อเป็น North China Daily News และขยายความนิยมจนต้องสร้างอาคารสำนักงานถาวร อาคารปัจจุบันสร้างขึ้นระหว่างปี 1921-1924 แทนที่อาคารเดิม ออกแบบโดย Palmer & Turner บริษัทสถาปนิกอังกฤษที่มีชื่อเสียงในเซี่ยงไฮ้ (ผู้ออกแบบตึก HSBC และ Custom House บน Bund ด้วย สถาปัตยกรรมแบบ Neoclassical ผสม Art Deco มีความสูง 7 ชั้น (ประมาณ 50 เมตร) ถือเป็นตึกสูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ช่วงทศวรรษ 1920 จุดเด่นทางสถาปัตยกรรม ด้านหน้ามีเสาแบบ Corinthian Columns (เสากรีกโครินเธียน) แสดงความโอ่อ่า ภายในตกแต่งด้วยไม้และหอแก้วสไตล์ยุโรป มีลิฟต์แบบโบราณซึ่งเป็นลิฟต์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ บทบาทในประวัติศาสตร์ หนังสือพิมพ์ North China Daily Newsเป็นสื่อกระแสหลักของชาวตะวันตกในจีน รายงานข่าวการค้า การเมือง และสงคราม (เช่น สงครามฝิ่น สงครามโลกครั้งที่ 2) ปิดตัวลงในปี 1951 หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นครองอำนาจ และขับไล่ชาวต่างชาติออกจากเซี่ยงไฮ้ เป็นหนึ่งใน "อาคาร 52 แห่งบน Bund" ที่ได้รับการอนุรักษ์ แม้ไม่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ด้านนอกยังคงความสวยงาม และเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตัวอาคารสะท้อนประวัติศาสตร์สื่อตะวันตกในจีน และยุคทองของเซี่ยงไฮ้สมัยอาณานิคม หากไปเที่ยว Bund แนะนำให้เดินชมด้านนอกและสังเกตรายละเอียดสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่ยังคงสมบูรณ์
ยุคหลังปี 1949-ปัจจุบัน อาคารถูกยึดโดยรัฐบาลจีน และใช้เป็นที่ทำการของ บริษัทประกันภัยจีน (AIA) และหน่วยงานรัฐ ในปี 1996 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกสถาปัตยกรรมเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ Shanghai Banking Insurance Regulatory Bureau และบางส่วนเปิดให้เข้าชม
Sassoon House อาหคารหมายเลข 20 เป็นหนึ่งในอาคารที่โดดเด่นที่สุดบนถนน Bund ของเซี่ยงไฮ้ สร้างขึ้นโดยตระกูล Sassoon ตระกูลยิว-อังกฤษผู้มั่งคั่งจากอินเดีย ผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในเซี่ยงไฮ้ช่วงศตวรรษที่ 19-20ตระกูล Sassoon (โดยเฉพาะ Sir Victor Sassoon) เป็นตระกูลนักธุรกิจยิวที่ร่ำรวยจากอินเดีย และขยายกิจการมาที่เซี่ยงไฮ้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ครอบครัวนี้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการค้า และการเงินทั่วเอเชีย Victor Sassoon สั่งให้สร้าง Sassoon House ในปี 1926 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของตระกูล ออกแบบโดย Palmer & Turner บริษัทสถาปนิกอังกฤษที่มีชื่อเสียง (ผู้ออกแบบตึก Bund อื่นๆ เช่น HSBC Building, North China Daily News Building) สร้างเสร็จในปี 1929 ด้วยงบประมาณ 5 ล้าน taels ของเงินจีนสมัยนั้น ถือเป็นหนึ่งในอาคารแพงที่สุดในยุคนั้น สถาปัตยกรรมแบบ Art Deco ผสม Neoclassical มีความสูง 77 เมตร (13 ชั้น) และเป็นตึกสูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้จนถึงปี 1934
จุดเด่นทางสถาปัตยกรรม ยอดปิรามิดสีเขียว (เดิมเป็นทองแดง แต่เปลี่ยนเป็นสีเขียวหลังออกซิไดซ์) เป็นเอกลักษณ์ ภายในหรูหรา ด้วยหินอ่อน กระจกสี และงานไม้แกะสลัก ห้องแกรนด์บอลรูม (ปัจจุบันคือ Peace Hotel) เคยเป็นสถานที่จัดงานสังคมระดับสูงของชาวตะวันตกในเซี่ยงไฮ้ ลิฟต์โบราณ ที่ยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ในช่วงทศวรรษ 1930–1940 Sassoon House เป็นศูนย์กลางของสังคมชั้นสูงชาวต่างชาติในเซี่ยงไฮ้ เคยเป็นที่พักของบุคคลสำคัญ เช่น George Bernard Shaw (นักเขียนรางวัลโนเบล) และ Charlie Chaplin อาคารนี้เป็น สัญลักษณ์ของยุคทองเซี่ยงไฮ้ (1920s–1930s) เมื่อเซี่ยงไฮ้เป็น "ปารีสแห่งตะวันออก" หนึ่งในอาคาร Art Deco ที่ดีที่สุดในโลก
Sassoon house หลังปี 1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นครองอำนาจ อาคารถูกยึดและเปลี่ยนชื่อเป็น Peace Hotel ในปี 1956 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Fairmont Peace Hotel โรงแรมระดับ 5 ดาว ด้รับการบูรณะในปี 2010 โดยรักษาสถาปัตยกรรมเดิมไว้ ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Bund และเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของสถาปัตยกรรม Art Deco
อาคาร AIA , Swatch Art Peace hotel ,Sassoon House ถนนที่อยู่ระหว่าง Swatch Art Peach Hotel กับ Sassoon House คือ ถนนนานกิง
ถนนนานจิง (Nan Jing Lu) เป็นถนนช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเซี่ยงไฮ้ และเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในโลก แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก:
  1. Nanjing East Road – ตั้งแต่ Bund ถึง People's Square (เป็นเขต pedestrian street)
  2. Nanjing West Road จาก People's Square ไปทางตะวันตก (เป็นย่านช้อปปิ้งหรูและธุรกิจ)
ในช่วง ทศวรรษ 1990 ถนนนานกิงได้รับการพัฒนาใหม่เป็น "Pedestrian Shopping Street" (เขตเดินช้อปปิ้ง)ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการค้าที่ทันสมัย มีห้างหรู (Plaza 66, Westgate Mall) แบรนด์ระดับโลก (Louis Vuitton, Apple, Zara) ร้านอาหารและคาเฟ่สไตล์นานาชาติ
จุดเด่นของ Nanjing Road ในปัจจุบัน Nanjing East Road แหล่งช้อปปิ้งสำหรับนักท่องเที่ยว มีไฟนีออนสวยงามในเวลากลางคืน เชื่อมต่อกับ The Bund และ People's Square Nanjing West Road ย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ เป็นที่ตั้งของ Shanghai Exhibition Centre มีร้านอาหารมิชลินสตาร์และโรงแรมหรู หนึ่งในถนนช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดในโลก (ความยาวรวม ~5.5 กม.) จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อวัน
The bund ที่มาของคำว่า "Bund" รากศัพท์จากภาษาเปอร์เซีย/ฮินดี:หมายถึง "เขื่อน" หรือ "ถนนริมน้ำ" ชาวอังกฤษที่เคยอยู่ในอินเดียนำคำนี้มาใช้ในศตวรรษที่ 19 เพื่อเรียกถนนริมแม่น้ำในเมืองท่า ชาวตะวันตกในเซี่ยงไฮ้ใช้คำว่า "The Bund" เพื่อเรียก ถนน Zhongshan East Road (ถนนจงซานตะวันออก) ที่ขนานไปกับแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองของเขตสัมปทานอังกฤษ (British Concession) คนจีนในเซี่ยงไฮ้จะเรียกบริเวณ The bund ว่า ไว้ทาน (Waitan) โดย Wài = ภายนอก/ต่างชาติ (เพราะอยู่ริมน้ำและเคยเป็นเขตชาวต่างชาติ) Tān = แนวชายฝั่ง/ตลิ่ง รวมกันหมายถึง "ตลิ่งริมน้ำของชาวต่างชาติ"
The bund คือสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป โดยสามารถดูอาคารสไตล์ยุโรป ที่เรียงรายแม่นำหวงผู่ด้านตะวันตก(ผู่ซี)จากการที่เป็นเขตเช่าของตะวันตกที่ส่งทอดความเจริญทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจมาได้จนถึงปัจจุบัน และถ้ามองข้ามแม่น้ำที่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำหวงผู่ (ผู่ตง) ก็จะเห็นความเจริญของเมืองสมัยใหม่
The Bund Bull, made for the Bund Financial Square, designed by Arturo Ugo di Modica
เมื่อมองจากริมหาดไว้ทาน จะเห็นบ้านเมืองในเขตผู่ตง Land mark ที่สำคัญคือ หอไข่มุก และ 3 ตึกระฟ้าที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจ Lujiazui (ลู่เจียจุ่ย) ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ,จินเม่าทาวเวอร์ (Jin Mao Tower) และเซี่ยงไฮ้เวิร์ดไฟแนนเชี่ยวเซนเตอร์ (Shanghai World Financial Center หรือ SWFC) นิยมมาที่หาดไว้ทานช่วง 4-5 โมงเย็น เพราะจะเห็นบรรยากาศในช่วงกลางวันและแสงสีในเวลากลางคืน
The Bund Weather Tower or the Bund Signal Tower เป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี 1907 ตั้งอยู่ใกล้สะพาน อย่ทางเหนือของ Custom house ประมาณ 1 กม. เป็นศิลป style deco. ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของภัตตาคารและบาร์ชื่อ Atanu หอคอยนี้ไม่ใช่ ประภาคาร คาร์ล กุตสลาฟฟ์ (Gutzlaff Signal Tower) ที่สร้างขึ้นในปี 1865 เป็นเสาไม้สูง 36 เมตร และมีโคมไฟของด้านบนสุด เป็นแท่นที่ยื่นลงไปในแม่น้ำหวงผู่ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้า ของอาคารศุลกากร (Custom House) ในปัจจุบัน และเสาไม้เดิมถูกรื้อถอนในปี 1907 คาร์ล กุตสลาฟฟ์ (เป็นมิสชันนารีชาวเยอรมัน ที่มายังประเทศจีน และสามารถพูดภาษาจีนได้ ทำหน้าที่เป็นล่าม และเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจีน และแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาจีน บาทหลวง คาร์ล กุตซลาฟฟ์ จึงได้รับการว่าจ้างจาก บริษัท Jardine Matheson and Co เพื่อมาเป็นล่าม อีกบริษัทหนึ่งที่เข้ามาค้าขายที่เซี่ยงไฮ้ คือ บริษัทตระกูล Sassoon และสินค้าที่ทำรายได้มากที่สุดคือฝิ่น
เซียนเทียนตี้ ( Xintiandi) เป็นย่านไลฟ์สไตล์และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเซี่ยงไฮ้ ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรม "ชิคไชน่า" (Shikumen) แบบดั้งเดิมเข้ากับร้านค้าและคาเฟ่สมัยใหม่ ยุคต้นศตวรรษที่ 20: ย่านนี้เดิมเป็นพื้นที่อยู่อาศัยแบบ "ชิคูเหมิน"; Shikumen) บ้านสไตล์จีน-ตะวันตกสำหรับชนชั้นกลางและพ่อค้า ช่วงปี 1990s: รัฐบาลเซี่ยงไฮ้และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Shui On Group เริ่มบูรณะพื้นที่เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นชิคูเหมินดัดแปลง: บ้านเก่าถูกปรับเป็นร้านอาหาร บาร์ แกลเลอรี่ และร้านแบรนด์เนม แบ่งเป็น 2 โซน:
  1. Xintiandi North แนวโมเดิร์น มีร้านดังเช่น Starbucks Reserve, Shake Shack
  2. Xintiandi South : เน้นวัฒนธรรม มีพิพิธภัณฑ์ Site of the 1st CPC National Congress (สถานที่ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ถนนสายหลัก: ถนนหินเก่าและทางเดินแคบๆ ที่รักษาบรรยากาศยุค 1920s แหล่งท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์: นักท่องเที่ยวทั้งจีนและต่างชาตินิยมมาชมความคลาสสิกที่กลมกลืนกับความทันสมัย สรุป เซียนเทียนตี้ไม่ใช่แค่ย่านช้อปปิ้ง แต่เป็น สัญลักษณ์ของการผสมผสานประวัติศาสตร์กับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ของเซี่ยงไฮ้ หากมาเที่ยวที่นี้ควรลองนั่งคาเฟ่ชมสถาปัตยกรรมและสัมผัสบรรยากาศย้อนยุค
วัดจิ้งอัน
Starbucks Reserve Roastery ร้าน Starbucks ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเปิดตัวปี 2017 (พื้นที่ 2,700 ตร.ม.) ที่ตั้ง: No. 789 West Nanjing Road, Jing'an District, เซี่ยงไฮ้ (ใกล้ Plaza 66) เวลาเปิดปิด: 07:00–23:00 น. ดีไซน์ระดับโรงงานศิลป์ ออกแบบโดย ทีมสถาปนิกชาวอเมริกันและจีน ผสมผสานวัฒนธรรมเซี่ยงไฮ้ โดดเด่นด้วย เพดานสูงรูปถังคั่วกาแฟ และโคมไฟสีทอง เมนูเฉพาะที่ (local Menu) ได้แก่ Nitron Cold Brew (กาแฟเย็นแบบไนโตรเจน) Tea vana Bar (ชาพรีเมียม) Princi Bakery (เบเกอรี่จากอิตาลี) สามารถสแกน QR Code เพื่อดูข้อมูลกาแฟแต่ละชนิด มีพื้นที่ Augmented Reality (AR) ให้เล่นผ่านแอป Starbuck
โรงคั่วกาแฟระดับพรีเมียม สามารถชมกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟสดๆ ผ่านถังทองแดงขนาดใหญ่ มีเมนู Reserve Coffee ที่หาทานที่อื่นยาก
การพัฒนาเขตผู่ตง (Pudong) ของเซี่ยงไฮ้: จากทุ่งนาสู่ศูนย์กลางการเงินโลก ก่อนทศวรรษ 1990 ผู่ตงเป็นเพียง พื้นที่เกษตรกรรม และท่าเรือเล็กๆ ที่มีประชากรเบาบาง คู่ขนานกับความเจริญของฝั่ง Bund (ผั่งตะวันตกของแม่น้ำหวงผู่) ที่เคยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจยุคอาณานิคม ปี 1990 รัฐบาลจีนประกาศให้ ผู่ตงเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แห่งแรกในภาคตะวันออก เพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ เป้าหมายหลัก:
  1. สร้าง ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ คู่แข่งกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ระยะแรก (1990-2000):
  2. สร้างโครงสร้างพื้นฐาน 1990: ก่อตั้ง เขตพัฒนาเศรษฐกิจผู่ตง 1991: เริ่มสร้าง สะพานหนานผู่ (Nanpu Bridge) สะพานข้ามแม่น้ำหวงผู่แห่งแรก 1993: เปิดตัว หอไข่มุก (Oriental Pearl Tower) สัญลักษณ์ใหม่ของเซี่ยงไฮ้ 1999: เปิดใช้ สนามบินนานาชาติผู่ตง ระยะที่สอง (2000-2010): ระเบิดเศรษฐกิจและตึกระฟ้า 2008: เปิดตัว Shanghai World Financial Center (ตึกที่เปิดขวด) 2010: จัด งาน Expo 2010 ซึ่งทำให้ผู่ตงเป็นที่รู้จักทั่วโลก ระยะปัจจุบัน (2010-ปัจจุบัน): นวัตกรรมและ Smart City 2015: เปิด เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ตึกสูงอันดับ 2 ของโลก 2019: ก่อตั้ง เขต (FTZ) เพื่อส่งเสริมการค้าเสรี 2021: พัฒนา Lujiazui AI Tower ศูนย์กลางเทคโนโลยี AI และบล็อกเชน โครงสร้างสำคัญในผู่ตง Lujiazui Financial Zone ศูนย์กลางการเงินของจีน มีตลาดหุ้น SSE และบริษัทระดับโลก Zhangjiang Hi-Tech Park ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและเซมิคอนดักเตอร์ Disneyland Shanghai สวนสนุกดิสนีย์แห่งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ (2016)
ผลสำเร็จและข้อมูลเศรษฐกิจ GDP: ผู่ตงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.7 ล้านล้านหยวน (2023) คิดเป็น 1/3 ของ GDP เซี่ยงไฮ้ การลงทุนต่างชาติ: มีบริษัทต่างชาติกว่า 4,300 แห่ง ตั้งสำนักงานใหญ่ในผู่ตง ประชากร: จาก 1 แสนคน (1990) เป็น 5.7 ล้านคน (2023) จากภาพ Lujiazui Circular Pedestrian Bridge เป็นวงเวียนสำหรับเดินรถในเขตเศรษฐกิจผู่ตง และสร้างสะพานลอยสำหรับคนเดินเท้าที่สามารถเดินรอบวงเวียน และเป็นจุดถ่ายรูปตึกระฟ้าที่อยู่ในเขต Lujiazui
เดินบน Lujiazui Circular Pedestrian Bridge
หอไข่มุกที่เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Oriental Pearl Tower) เป็นหนึ่งจากแลนด์มาร์คที่โดดเด่นที่สุดของเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตั้งอยู่ที่เขตผู่ตง (Pudong) ริมแม่น้ำหวงผู่ (Huangpu River) หอนี้เป็นหอส่งสัญญาณโทรทัศน์และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ความสูง: 468 เมตร (เป็นหอที่สูงเป็นอันดับ 5 ของโลกในประเภทหอส่งสัญญาณ) เปิดให้บริการ: ปี 1994 มีลักษณะเป็นทรงกลม (ไข่มุก) หลายลูกเรียงกันบนเสาสูง โดยมีลูกใหญ่ 3 ลูกและลูกเล็ก 5 ลูก สื่อถึงคำกล่าวโบราณของจีนว่า "ไข่มุกตกลงบนจานหยก" จุดชมวิว พิพิธภัณฑ์เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Municipal History Museum): แสดงประวัติความเป็นมาของเมือง ร้านอาหารหมุนได้ (Revolving Restaurant): อยู่ที่ความสูง 267 เมตร แสงสียามค่ำคืน หอไข่มุกจะสว่างไสวด้วยแสงหลากสีสัน สร้างบรรยากาศสวยงามริมแม่น้ำหวงผู่ ค่าเข้าชม: ประมาณ 160 - 220 หยวน (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ) เวลาเปิด-ปิด: 08:00 - 22:00 น.
เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ (Shanghai World Financial Center - SWFC) ตึกระฟ้าใจกลางเขตการเงิน ผู่ตง (Pudong) ของเซี่ยงไฮ้ เป็นหนึ่งในตึกที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 492 เมตร (101 ชั้น) และมีเอกลักษณ์ตรง ช่องเจาะรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ที่ด้านบน ซึ่งออกแบบให้คล้ายกับ "ขวดเปิดไวน์" หรือ "ประตูสู่ท้องฟ้า" ความสูง: 492 เมตร (101 ชั้น) เปิดใช้งาน: ปี 2008 ออกแบบโดย Kohn Pedersen Fox (KPF) ช่องเจาะด้านบนช่วยลดแรงลมและเป็นสัญลักษณ์โดดเด่น ได้รับรางวัล Best Tall Building Worldwide (2008) จุดชมวิว "Sky Walk" 2. ใช้เป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก เป็นที่ตั้งของ บริษัทชั้นนำ ธนาคาร และโรงแรมหรู Park Hyatt Shanghai (ชั้น 79–93) แสงสียามค่ำคืน ตกแต่งด้วยไฟ LED สีต่างๆ เปลี่ยนไปตามเทศกาล ค่าเข้าชม: 180 หยวน (รวมจุดชมวิวชั้น 94, 97, 100) เวลาเปิด-ปิด: 8:30–21:30 (อาจปรับเวลาในบางช่วง)
จินเม่า ทาวเวอร์ (Jin Mao Tower) เป็นหนึ่งในตึกระฟ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่ที่เขตผู่ตง (Pudong) ถือเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน ความสูง: 420.5 เมตร (88 ชั้น) เปิดให้บริการ: ปี 1999 สถาปัตยกรรม: ผสมผสานระหว่างรูปแบบสมัยใหม่กับศิลปะจีนดั้งเดิม จุดเด่นของอาคารจินเม่า การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมจีนโบราณ โดยมีลักษณะคล้ายเจดีย์ขั้นบันได จุดชมวิวสามารถเห็น หอไข่มุก (Oriental Pearl Tower) และ ตึกเซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ (Shanghai Tower) ได้อย่างชัดเจน โรงแรมหรู Grand Hyatt Shanghai ตั้งอยู่ระหว่าง ชั้น 53–87 ของอาคาร ค่าเข้าชม: ~120 หยวน (อาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล) เวลาเปิด-ปิด: 08:30–21:30 น. (จุดชมวิวชั้น 88)
Shanghai tower เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ตึกระฟ้าแห่งอนาคตที่สูงที่สุดในจีน และสูงอันดับ 2 ของโลก (รองจาก Burj Khalifa) ด้วยความสูง 632 เมตร และ 128 ชั้น ตั้งอยู่ที่เขตผู่ตง (Pudong) ถือเป็นหนึ่งใน "สามยักษ์แห่งผู่ตง" คู่กับ หอไข่มุก (Oriental Pearl Tower) และ จินเม่าทาวเวอร์ (Jin Mao Tower) ความสูง: 632 เมตร (128 ชั้น) เปิดใช้งาน: ปี 2015 ออกแบบโดย Gensler (บริษัทสถาปนิกสหรัฐ) รูปทรงบิดเกลียว (Twisted Design) ช่วยลดแรงลมและเพิ่มความมั่นคง เป็น จุดชมวิวสูงสุดในเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Tower Observation Deck) มี สวนแนวตั้ง 9 ชั้น (Sky Gardens) เพื่อปรับอากาศและลดการใช้พลังงาน ใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ โรงแรม J Hotel Shanghai (ชั้น 84–110) – หนึ่งในโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก ศูนย์การค้าและออฟฟิศระดับพรีเมียม ค่าเข้าชม: 180–245 หยวน (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ) เวลาเปิด-ปิด: 08:30–21:30 (อาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล)
North bund Green Land เป็นสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียงริมแม่น้ำหวงผู่ อยู่ทางตอนเหนือของ The bund เป็นพื้นที่สีเขียว ที่สามารถเห็นทำเลด้านตรงข้ามแม่นำหวงผู่ เพื่อดูตึกสูงระฟ้าในเขต ลู่เจี่ยจุ่ยในเขตผู่ตง ที่สวยงามไม่แพ้มองจาก The bund
จุดถ่ายรูปที่ North bund Green Land ที่ต้องเข้าคิวเพื่อรอถ่ายรูป
ภาพตึกระฟ้าในเขต Lujiazui เมื่อมองจาก North Bund
ภาพตึกระฟ้าในเขต Lujiazui เมื่อมองจาก North Bund
ภาพตึกระฟ้าในเขต Lujiazui เมื่อมองจาก North Bund ในช่วงกลางคืน
แม่น้ำหวงผู่ และอาคารที่อยู่ใน The bund เห็น Sassoon House (หลังคาสีเขียว) อาคาร AIA , Custom House (มีหอนาฬิกาด้านบน) HSBC Building (มีโดมอยู่ด้านยบน)

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World
แม่น้ำหวงผู่ และหาดไว่ทานและอาคารที่อยู่ใน The bund เห็น Custom House และ HSBC Building

Credit : Capture จาก Clip ของ Credit Hyperlife World
ถ่ายจาก Shanghai Tower เห็นแม่น้ำหวงผู่ อยู่กลาง และอาคารที่ The bund ที่อยู่ตะวันตก และ อาคารในเขต Lujiazui ที่อยู่ใขเขตผู่ตง

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World
ถ่ายจาก Shanghai Tower เห็นอาคาร SWFC (Shanghai World Financial Center) ที่อาคารเหมือนด้ามดาบซามูไร

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World
ถ่ายจาก Shanghai Tower เห็น Jin Mao Tower

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World
ถ่ายจาก Shanghai Tower ตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก เห็น หอไขุมุก

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World
ถ่ายจากสะพานลอยที่เป็นวงกลมของ Lujiazui ในช่วงกลางคืน

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World
ศูนย์การค้า Super Brand Mall ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าไทย (กลุ่ม CP) ที่ตั้งอยู่ใน Lujiazui ใกล้กับหอไข่มุก

Credit : Capture จาก Clip ของ Hyperlife World