หางโจว ซีหู เจดีย์เหลยเฟิง วัดหลิงยิ่น QianJiang New City
บันทึกภาพเมื่อ : 15 มิย. 68
หางโจว (Hangzhou) เป็นเมืองทางตะวันออกของจีน และเป็นเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,200 ปี เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญทางวัฒนธรรมและการค้าของจีน โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960–1279) ที่หางโจวเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127–1279) ในปี ค.ศ. 1127 เมื่อราชวงศ์ซ่งเหนือล่มสลายจากพวกจิน (Jin) ราชวงศ์ซ่งใต้จึงย้ายเมืองหลวงมาที่หางโจว (ขณะนั้นเรียกว่า "หลินอัน" - Lin'an) หางโจวเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศิลปะ โดยเฉพาะการผลิตผ้าไหม ชา และเครื่องปั้นดินเผา สมัยราชวงศ์หยวน (มองโกล) และหมิง มาร์โค โปโล นักเดินทางชาวเวนิส เคยเยือนหางโจวในศตวรรษที่ 13 และบันทึกว่าเป็นเมืองที่สวยงามและมั่งคั่งที่สุดในโลก ในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368–1644) และชิง (ค.ศ. 1644–1912) หางโจวยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมที่สำคัญ ยุคใหม่ ในศตวรรษที่ 19–20 หางโจวได้รับผลกระทบจากสงครามฝิ่นและสงครามกลางเมือง แต่ยังคงรักษาความสำคัญทางเศรษฐกิจไว้ได้ ปัจจุบัน หางโจวเป็นเมืองที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการท่องเที่ยว โดยมีบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Alibaba ตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่ หางโจวไม่เพียงแต่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ แต่ยังเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
  1. West Lake (ทะเลสาบซีหู) – มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีทัศนียภาพสวยงามและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีน
  2. วัดหลิงอิ่น (Lingyin Temple) – วัดโบราณที่มีประวัติศาสตร์กว่า 1,600 ปี
  3. หมู่บ้านโบราณอู๋เจิ้น (Wuzhen) – เมืองน้ำโบราณใกล้หางโจวที่ยังคงสภาพดั้งเดิม
ทะเลสาบซีหู (Xi Hu) ซีแปลว่า Xi แปลว่า ทิศตะวันตก Hu แปลว่า ทะเลสาบ ตะวันตกจึงเรียก Xi Hu ว่า West Lake ซึ่งเป็นทะเลสาปที่มีขนาดประมาณ 6.5 ตารางกิโลเมตร (หรือประมาณ 650 เฮกตาร์) ความลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 2.27 เมตร และจุดที่ลึกที่สุดประมาณ 5 เมตร สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของหางโจว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 2011 "สิบทิวทัศน์ซีหู" (เช่น สะพานต่วนเฉียว (Duànqiáo) หรือ Shuantou หรือเรียกว่าสะพานขาดหิมะตก (, เจดีย์เหลยเฟิงยามเย็น, 3 ศาลาจี้เซียน (Jixian Pavillion) เจดีย์กระทบเงาจันทร์ ฯลฯ) สวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู สามารถนั่งเรือชมทะเลสาบ ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นริมน้ำ เพื่อสัมผัสบรรยากาศของ "สวรรค์บนพื้นพิภพ"
ศาลาจี้เซียน (Jíxián Tíng) เป็นศาลาเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บริเวณ ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบซีหู มีประวัติความเป็นมาและความสำคัญทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ดังนี้ ศาลาจี้เซียนสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ชิง(ค.ศ. 1644–1912) โดยเป็นส่วนหนึ่งของ สวนหลวงหย่งจิน (Yongjin Park) ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนของขุนนางและนักปราชญ์ ชื่อ "จี้เซียน" แปลว่า "รวมนักปราชญ์" เนื่องจากในอดีตเป็นสถานที่พบปะของนักวิชาการและกวีเพื่อแลกเปลี่ยนบทกวีและปรัชญา ในปี 2012 ศาลาจี้เซียนดั้งเดิม พังทลายลง เนื่องจากฝนตกหนักและคลื่นลมแรงในทะเลสาบซีหู (18 มิถุนายน 2012) ทางการหางโจวได้สร้างศาลาใหม่ขึ้นแทนที่ในปีเดียวกัน โดยพยายามรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นศาลาแบบจีนคลาสสิก ทรงหกเหลี่ยม หลังคาสีเขียวซ้อนชั้น มุงกระเบื้อง ตั้งอยู่บน ท่าเรือเล็กๆ ที่ยื่นออกไปในทะเลสาบ ทำให้ดูเหมือนลอยน้ำ บริเวณรอบๆ ศาลาปลูกต้นหลิวและดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทะเลสาบซีหู จุดชมวิวที่สวยงาม เป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของทะเลสาบซีหู โดยเฉพาะในช่วง พระอาทิตย์ตก สามารถมองเห็น เจดีย์เหลยเฟิง และ สะพานขาด จากระยะไกล ความเชื่อและประเพณี ในอดีตเชื่อว่าศาลานี้เป็นสถานที่ที่ เทพเจ้าและนักปราชญ์มาประชุมกัน ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาเขียนคำอธิษฐานหรือผูกกระดาษสีแดงไว้ที่ศาลา
พระจันทร์สามดวง (Sān Tán Yìn Yuè) เป็นหนึ่งใน 10 ทิวทัศน์อันเลื่องชื่อของทะเลสาบซีหู ทิวทัศน์นี้โดดเด่นด้วย เจดีย์น้ำสามองค์ ที่สร้างภาพสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำในคืนวันเพ็ญ จนดูเหมือนมี พระจันทร์สามดวง ลอยอยู่บนทะเลสาบ ประวัติความเป็นมา สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ. 960–1127) ซู ตงโป (苏轼) กวีและขุนนางผู้โด่งดัง ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการหางโจว ได้ให้สร้าง แท่งหินสามแท่ง เพื่อทำเป็นเครื่องหมายเขตพื้นที่ห้ามปลูกดอกบัวในทะเลสาบซีหู (ป้องกันไม่ให้บัวขึ้นรกจนขัดขวางทางเรือ) แท่งหินเหล่านี้พัฒนามาเป็น เจดีย์น้ำ ในภายหลัง สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368–1644) เจดีย์น้ำสามองค์ถูกสร้างขึ้นใหม่ในรูปแบบ โคมไฟหิน โดยมีลักษณะเป็น เจดีย์ทรงกลม มีช่องลมรูปพระจันทร์เสี้ยว 5 ช่อง ในคืนเดือนเพ็ญ เมื่อจุดเทียนหรือไฟไว้ภายในเจดีย์ แสงจะลอดผ่านช่องออกมา สะท้อนกับผิวน้ำ เกิดเป็นภาพ ดวงจันทร์หลายดวง สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644–1912) จักรพรรดิเฉียนหลงทรงประทับใจทิวทัศน์นี้มาก และได้บรรจุชื่อ "Sān Tán Yìn Yuè" ไว้ในบทกวีและภาพวาด ทิวทัศน์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลสาบซีหู และถูกพิมพ์บน ธนบัตร 1 หยวนของจีน (แบบเก่า) ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เจดีย์น้ำสามองค์ มีลักษณะเป็น เจดีย์หินทรงกลม สูง 2 เมตร ตั้งอยู่บนฐานหินกลางทะเลสาบ แต่ละเจดีย์มี ช่องลม 5 ช่อง รูปครึ่งวงกลม (คล้ายพระจันทร์เสี้ยว) ระยะห่างระหว่างเจดีย์แต่ละองค์ประมาณ 62 เมตร เรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยม เหตุผลที่เรียกว่า "พระจันทร์สามดวง" ในคืนเดือนเพ็ญ เมื่อแสงจันทร์ส่องผ่านช่องลมของเจดีย์ จะเกิด ภาพสะท้อนบนน้ำ ดูเหมือนมี ดวงจันทร์ 3 ดวง (จากเจดีย์ 3 องค์) รวมกับ ดวงจันทร์จริงบนฟ้า และ ดวงจันทร์ที่สะท้อนในน้ำ ทำให้บางครั้งนับได้ถึง 33 ดวง (ตามตำนาน)จุดชมวิวที่สวยที่สุด เกาะเสี่ยวอิ้งโจว เป็นเกาะกลางน้ำที่สามารถมองเห็นเจดีย์น้ำสามองค์ได้ชัดเจน เวลาที่เหมาะสมคือ ยามเย็นจนถึงค่ำ โดยเฉพาะใน คืนวันเพ็ญ เทศกาลไหว้พระจันทร์ ที่นี่จะมีพิเศษจุดไฟในเจดีย์เพื่อสร้างภาพ "พระจันทร์สามดวง" แบบโบราณ ทิวทัศน์นี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 ทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดในจีนเมืองหางโจว
สะพานขาด (Duàn Qiáo หรือ Shuantou ) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ ทะเลสาบซีหู ประวัติความเป็นมา สะพานขาดสร้างขึ้นครั้งแรกใน สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–907) โดยมีชื่อเดิมว่า "สะพานเป๋ยหลี่ หรือ "สะพานเซี่ยถัง ในยุคนั้น สะพานทำจาก หินและไม้ และเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการคมนาคมรอบทะเลสาบ สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960–1279) สะพานได้รับการบูรณะและกลายเป็นจุดชมวิวยอดนิยม ชื่อ "สะพานขาด" เริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีตำนานพื้นบ้านที่เชื่อมโยงกับ เรื่องเล่าขานเรื่องนางพญางูขาว (The Legend of the White Snake) สมัยราชวงศ์หมิงและชิง (ค.ศ. 1368–1912) สะพานได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของทะเลสาบซีหู จักรพรรดิเฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิง เคยเสด็จมายังสะพานนี้และประทับใจจนบรรจุชื่อสะพานไว้ในบทกวี ในตำนานเล่าว่า ไป๋ซู่เจิน พบรักกับ ซูเซียน เป็นครั้งแรกที่สะพานขาด เมื่อ ฟาไห่ พระผู้คลั่งในกฎหมาย ต้องการแยกทั้งคู่ ไป๋ซู่เจินจึงใช้เวทมนตร์ทำให้น้ำท่วมเมือง แต่สุดท้ายถูกกักขังไว้ใต้ เจดีย์เหลยเฟิง ชื่อ "สะพานขาด" สะท้อนความหมายว่า "สะพานแห่งการพราก" หรือ "รอยร้าวในความรัก" สถาปัตยกรรมและจุดเด่น สะพานสร้างด้วย หินสีขาว มีลักษณะโค้งต่ำ รูปทรงเรียบง่าย ด้านบนมี ศาลาและรั้วกาไม้ สำหรับพักผ่อน จุดชมวิวที่ดีที่สุด คือมองจากสะพานไปทาง เจดีย์เหลยเฟิง และ ทะเลสาบซีหู การท่องเที่ยวจุดถ่ายรูปยอดนิยม โดยเฉพาะใน ฤดูหนาว เมื่อมีหิมะ และ ฤดูใบไม้ผลิ ที่ซากุระบาน กิจกรรมรอบสะพาน ชม แสงสียามค่ำคืน ที่สะท้อนน้ำ นั่งเรือชมทะเลสาบ ในวันวาเลนไทน์ของจีน คู่รักมักมาเดินบนสะพานเพื่อเป็นศิริมงคล เกร็ดความเชื่อ คู่รักที่เดินข้ามสะพานขาดด้วยกันเชื่อว่าจะ รักกันยาวนาน แม้จะมีอุปสรรค (ตามตำนานไป๋ซู่เจิน)
เจดีย์เหลยเฟิง (Leifeng Pagoda) เป็นเจดีย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมของจีน ตั้งอยู่บนเขาฉือซาน (Sunset Hill) ทางใต้ของทะเลสาบซีหู (West Lake) ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประวัติความเป็นมา เจดีย์เหลยเฟิงถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 975 สมัยราชวงศ์อู๋เยฺว่ (Wu Yue Kingdom) โดยกษัตริย์เฉียน ชู (King Qian Chu) เพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของเจ้าชายองค์หนึ่งและเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง เจดีย์นี้มีชื่อเสียงจากตำนานพื้นบ้านเรื่อง "นางพญางูขาว" (The Legend of the White Snake) ซึ่งเป็นหนึ่งในตำนานรักที่โด่งดังที่สุดของจีน เรื่องเล่าถึงความรักระหว่างมนุษย์กับนางพญางูขาว (ไป๋สุ่ยเจิน) ที่ถูกกักขังไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง เจดีย์เหลยเฟิงทรุดโทรมลงเรื่อยๆ เนื่องจากถูกเพลิงไหม้และการถูกทำลายจากสงครามหลายครั้ง ในช่วงราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) เจดีย์ถูกไฟไหม้จากการโจมตีของโจรสลัดญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1924 เจดีย์พังทลายลงอย่างสมบูรณ์เนื่องจากโครงสร้างที่ไม่มั่นคงและการขุดหาสมบัติโดยชาวบ้านที่เชื่อว่ามีของมีค่าถูกฝังอยู่ใต้เจดีย์ การบูรณะใหม่ ในปี ค.ศ. 2002 รัฐบาลจีนได้สร้างเจดีย์เหลยเฟิงขึ้นใหม่บนฐานเดิม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภายในเจดีย์มีบันไดเลื่อนและลิฟต์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ความสำคัญในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของทะเลสาบซีหู เป็นสัญลักษณ์ของตำนานรักอมตะ "นางพญางูขาว"มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบซีหูจากด้านบนเจดีย์
ชาหลงจิ่ง (Longjing Tea) เป็นชาเขียวที่มีชื่อเสียงระดับโลก จากเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ได้รับสมญานามว่า "ราชาแห่งชาเขียว" และเป็นหนึ่งใน ชาชั้นเลิศ 10 ชนิดของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปี ตั้งแต่สมัย ราชวงศ์ถัง ได้รับความนิยมในราชวงศ์ ซ่ง และกลายเป็น ชาถวายจักรพรรดิ ในสมัย ราชวงศ์ชิง โดยเฉพาะ จักรพรรดิเฉียนหลง ที่โปรดปรานชาหลงจิ่งมาก แหล่งปลูกชาหลงจิ่งหางโจว แหล่งปลูกชาหลงจิ่งคุณภาพดีที่สุดอยู่ที่ หมู่บ้านหลงจิ่ง (Longjing Village) และพื้นที่รอบ ทะเลสาบซีหู (West Lake) ลักษณะเด่นของชาหลงจิ่ง ใบชา – แบนเรียบ สีเขียวอ่อน คล้ายรูปใบไม้ กลิ่น – หอมสดชื่น แบบถั่วอ่อน (Chestnut-like fragrance)รสชาติ – หวานนุ่ม ไม่ขม มีความ Umami สีน้ำชา – เขียวอ่อนใส ฤดูเก็บเกี่ยวสำคัญ หมิงเฉียน – เก็บก่อนวันเช็งเม้ง (ประมาณปลายมีนาคม-ต้นเมษายน) เป็นชาชั้นสูงสุด ใบอ่อนที่สุด ยฺวี่เฉียน – เก็บก่อนกลางเมษายนคุณภาพดีแต่ถูกกว่าหมิงเฉียน
วิธีชงชาหลงจิ่งแบบจีนดั้งเดิม ใช้น้ำร้อน 80-85°C (ไม่ใช่น้ำเดือดจัด เพราะจะทำให้ชาขม) ใส่ใบชา 3-5 กรัม ต่อน้ำ 150-200 มล. แช่ครั้งแรก 1-2 นาที แล้วค่อยเพิ่มเวลาการแช่ในครั้งต่อไป ประโยชน์ต่อสุขภาพ อุดมด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ
ศาลาจี้เซียน (Jixian Tang)
ศาลาจี้เซียน (Jixian Tang) ฉากหลังเห็นเจดีย์เหลยเฟิง
สะพานขาด มีคนนิยมมาถ่าย pre wedding
God City Pavillion(เฉิงหวงเก๋ง ) ถ่ายจากเรือที่ล่องในทะเลสาบซีหู
เจดีย์เหลยเฟิง ถ่ายจากเรือที่ล่องในทะเลสาปซีหู
บริเวณ Xīhú Tiāndì - West Lake Tiandi) เป็นแหล่งช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ระดับไฮเอนด์ ตั้งอยู่ริม ทะเลสาบซีหู (West Lake) ในเมือง หางโจว (Hangzhou) ประเทศจีน คล้ายกับ Xintiandi ในเซี่ยงไฮ้ แต่มีบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมากกว่า อยู่บน ถนนหนานชาน (Nanshan Road) ฝั่งใต้ของทะเลสาบซีหู สไตล์: ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณกับดีไซน์โมเดิร์น เหมาะสำหรับ: ทานอาหาร (ทั้งร้านจีนและต่างชาติ)
นั่งดื่มกาแฟ/ชา พร้อมวิวทะเลสาบ เดินเล่นชมบรรยากาศยามค่ำคืน ช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมและของที่ระลึก มี ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านชา – ชิม ชาหลงจิ่ง (Longjing Tea) แบบพรีเมียม โซนช้อปปิ้ง แบรนด์แฟชั่น ทั้งจีนและนานาชาติ ของที่ระลึก เช่น ชาหลงจิ่ง, เครื่องปั้นดินเผา, งานศิลปะ บรรยากาศยามเย็น ไฟประดับสวยงาม สะท้อนน้ำทะเลสาบ มีดนตรีสด บางวัน เวลาเปิด-ปิด 10:00 - 22:00 (บางร้านอาจเปิดดึกกว่า)
รูปปั้นควายสีทองในทะเลสาบซีหู มีชื่อว่า "ทองคำวัว" (Jīnniú) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของทะเลสาบซีหูในเมืองหางโจว โดยมีที่มาและความหมายที่น่าสนใจ ดังนี้ ประวัติและตำนาน ตำนานโบราณสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–907) ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตทะเลสาบซีหูเคยเกิด ภัยแล้งรุนแรง ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เทพเจ้าเห็นความทุกข์ยากของชาวบ้าน จึงส่ง วัวทองคำ ลงมาช่วยไถน่าและสร้างความชุ่มชื้นให้แผ่นดิน เมื่อภัยแล้งสิ้นสุด วัวทองคำก็ดำดิ่งลงสู่ทะเลสาบและหายไป กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ความอุดมสมบูรณ์ การสร้างรูปปั้นในยุคปัจจุบัน ในปี 2009 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 60 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และส่งเสริมการท่องเที่ยว ทางการหางโจวได้สร้าง รูปปั้นวัวทองคำ ขึ้นบริเวณ สวนหย่งจิน ใกล้ทะเลสาบซีหู รูปปั้นทำจาก ทองแดงรมดำ แต่มีการเคลือบสีทองสวยงาม มีขนาดใหญ่และดูสง่างาม ลักษณะของรูปปั้น ท่าทางของวัว: นอนหมอบอยู่บนแท่นหิน ดูสงบแต่ทรงพลัง ขนาด: ยาว 5 เมตร สูง 2 เมตร วัสดุ: ทองแดงรมดำเคลือบสีทอง ตำแหน่งที่ตั้ง: บริเวณ ท่าเรือหย่งจิน ฝั่งตะวันออกของทะเลสาบซีหู ความหมายและความเชื่อ สัญลักษณ์ของความโชคดีชาวหางโจวเชื่อว่าหากลูบหัวหรือถูตัววัวทองคำจะนำ โชคลาภและความมั่งคั่ง มาให้ นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล เครื่องรางป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากตำนานเล่าว่าวัวทองคำสามารถควบคุมน้ำได้ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ป้องกันภัยพิบัติทางน้ำ ตัวแทนของความขยันขันแข็ง วัวในวัฒนธรรมจีนหมายถึง ความอดทนและความเพียร ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของชาวหางโจว
ถนนหูไป่ (Hubin) ส่วนที่จะเข้ามาสู่ทะเลสาบซีหู เป็นย่าน shopping
ภาพเจดีย์เหลยเฟิง Leifeng ถ่ายในปี 1920 เจดีย์เหลยเฟิง - Léi Fēng Tǎ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของ ทะเลสาบซีหู ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและเชื่อมโยงกับตำนานพื้นบ้านที่เลื่องชื่อ ประวัติความเป็นมา การสร้างครั้งแรก (ค.ศ. 975) สร้างขึ้นใน สมัยราชวงศ์อู๋เยว่ (Wu Yue Kingdom) โดย พระเจ้าสมเด็จพระราชาธิบดีเฉียนหงโจ่ว (钱弘俶) เพื่อเฉลิมพระเกียรติการเกิดของพระโอรส เดิมมีชื่อว่า "หวงเฟิงทา หรือ "เจดีย์พระสนม" เพื่อระลึกถึงพระสนมของพระองค์ ยุคราชวงศ์หมิง-ชิง เจดีย์ถูกเผาทำลายบางส่วนในช่วงสงคราม แต่ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ในสมัยราชวงศ์หมิง (ศตวรรษที่ 16) ถูกเรียกใหม่ว่า "เหลยเฟิงทา" ตามชื่อภูเขาเหลยเฟิงที่ตั้งอยู่
การพังทลาย (ค.ศ. 1924) เจดีย์ถล่มลงเนื่องจาก โครงสร้างเก่าแก่ และการขุดหาสมบัติของชาวบ้านที่ฐานเจดีย์
การสร้างใหม่ (ค.ศ. 2002) รัฐบาลจีนสร้างเจดีย์ใหม่ขึ้นบนฐานเดิม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่รักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2002 สถาปัตยกรรม รูปแบบ: เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สูง 71.7 เมตร 5 ชั้น วัสดุ: โครงสร้างเหล็กกล้า หุ้มด้วยทองแดงและไม้สลักลาย
จุดเด่น: บันไดเลื่อนและลิฟต์ สำหรับนักท่องเที่ยว จุดชมวิวชั้นบน มองเห็นทิวทัศน์ทะเลสาบซีหูทั้งหมด ห้องจัดแสดงโบราณวัตถุ ใต้ฐานเจดีย์ ตำนานสำคัญ: นางพญางูขาว เจดีย์เหลยเฟิงเป็นสถานที่สำคัญใน ตำนานรักอันเศร้า ระหว่าง: ไป๋ซู่เจิน นางฟ้างูขาว ซูเซียน ชายมนุษย์ ในเรื่อง ฟาไห่ พระนักบวช ได้กักขังไป๋ซู่เจินไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิงเป็นเวลา 1,000 ปี จนกระทั่งเธอถูกปลดปล่อยโดยลูกชาย
ความเชื่อและวัฒนธรรม สัญลักษณ์แห่งความรัก: คู่รักมักมาเยือนเพื่อขอพรให้รักยืนยาว ความเชื่อโบราณ: ชาวบ้านเชื่อว่าการนำอิฐจากเจดีย์เก่ากลับบ้านจะนำโชคดี (จนทำให้เจดีย์พังในปี 1924) เวลาเปิด: 08:00-20:30 น. (มีแสงสีเสียงยามค่ำคืน) ค่าเข้าชม: 40 หยวน (ประมาณ 200 บาท)

ภาพทิวทัศน์เมื่อมองจากด้านบนของเจดีย์
วัดจิงฉือ (Jingci Temple) ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของทะเลสาบซีหู (West Lake) หันหน้าตรงข้ามเจดีย์เหลยเฟิง ความสำคัญ:เป็นหนึ่งใน วัดพุทธที่สำคัญที่สุดในหางโจว สร้างขึ้นในสมัย ราชวงศ์โจวใต้ (ค.ศ. 954) มีชื่อเสียงจากบทกวีและตำนานพื้นบ้าน รวมถึงเรื่อง "หงส์ฟากว้าง" (The Legend of the White Snake) จุดเด่น:หอระฆังยักษ์ – มีระฆังโบราณที่ดังทุกค่ำคืน เป็นหนึ่งใน "10 ทัศนียภาพแห่งซีหู" พระพุทธรูปทองคำ และสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ
เจดีย์เหลยเฟิง ที่สวยงามจากฝั่งวัดจิงฉือ
God City Pavillion(เฉิงหวงเก๋ง ) (Chenghuang ge) ตั้งอยู่ในเขต อู๋ชาน (Wushan) ใกล้กับ ทะเลสาบซีหู ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ศาลนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชา เฉิงหวงเหยา ( City God) ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องเมืองในความเชื่อของลัทธิเต๋า ที่ตั้ง: บนยอดเขาอู๋ชาน (Wushan Hill) ใกล้กับจัตุรัสอู๋ชาน (Wushan Square) ลักษณะสถาปัตยกรรม: อาคารแบบจีนดั้งเดิม มีหอสูง 6 ชั้น ที่สามารถชมวิว ทะเลสาบซีหู และเมืองหางโจวได้แบบพาโนรามา
God city เวลากลางคืน
ถนนชิงเหอฟาง (清河坊 - Qinghefang Street) ถนนชิงเหอฟาง (清河坊街) เป็น ถนนโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี ตั้งแต่สมัย ราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127–1279) และยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของหางโจวไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ถนนชิงเหอฟางไม่ใช่แค่ถนนคนเดินธรรมดา แต่เป็น "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" ที่สะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของหางโจว
ประวัติความเป็นมา สมัยราชวงศ์ซ่งใต้: ถนนชิงเหอฟางเคยเป็น ศูนย์กลางการค้าและการเมือง ของเมืองหางโจว เนื่องจากเมืองนี้เคยเป็น เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งใต้ สมัยราชวงศ์หมิงและชิง: ถนนแห่งนี้ยังคงความเจริญรุ่งเรืองในฐานะ ย่านการค้าสำคัญ ของหางโจว ยุคปัจจุบัน: ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่สำคัญ วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมโบราณ ตึกเก่าสไตล์ จีนโบราณ ที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิม มี ซุ้มประตูแบบจีน และ ถนนปูหิน วัฒนธรรมการค้าแบบดั้งเดิม ร้านค้าที่มีอายุ หลายร้อยปี เช่น: ร้านขายยาสมุนไพร "หูชิงหยูถัง" – ก่อตั้งในสมัยราชวงศ์ชิง ร้านมีด "จางเซี่ยวจวน" – มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17
อาหารพื้นเมืองและของว่าง อาหารขึ้นชื่อ: เป็ดเจียฮวา – เป็ดอบในดิน ขนมไหว้พระจันทร์ ชาหลงจิ่ง – ชาชื่อดังของหางโจวการแสดงพื้นบ้าน งิ้วปักกิ่ง ศิลปะการตัดกระดาษ การแสดงพู่กันจีน
เฟยไหลเฟิง (Feilai Feng) หรือภูเขาบินมา จากตำนานเนื้อเรื่องโดยย่อ ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ มีชาวบ้านในหางโจวพบว่า จี่กงกำลังวิ่งไปมาอย่างตกใจ พร้อมร้องเตือนให้ทุกคนรีบอพยพออกจากหมู่บ้าน เพราะ “ภูเขากำลังจะบินมาทับหมู่บ้าน!” แต่ชาวบ้านเห็นจี่กงเป็นเพียง พระบ้าๆ บอๆ ที่ชอบดื่มเหล้า จึงไม่เชื่อคำเตือนของท่าน และคิดว่าท่านเพ้อเจ้ออีกแล้ว จี่กงรู้ว่าไม่มีใครเชื่อ จึงใช้วิธี “หลอกล่อ” ให้ชาวบ้านออกจากบ้านโดย แสร้งจัดงานแต่งงาน ท่านวิ่งไปทั่วหมู่บ้าน ร้องบอกว่า “มีเจ้าสาวสวยมาแต่งงาน เร็วๆ มาร่วมงานกัน!” ชาวบ้านที่อยากดู จึงพากันวิ่งตามจี่กงออกจากหมู่บ้าน ทันใดนั้นภูเขาลูกใหญ่จากที่ไกลๆ ก็บินมาทับถมหมู่บ้านจนราบเป็นหน้ากลอง ชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างตกใจ และสำนึกบุญคุณของจี่กงที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ จี่กงเพียง ยิ้มๆ แล้วบอกว่า: “ภูเขานี้มาจากเสฉวน มันจะมาทับหมู่บ้านเพราะมีกรรมเก่า เราแค่ช่วยกันหนีเท่านั้น!” ตั้งแต่นั้นมา ภูเขาลูกนี้ก็ถูกเรียกว่า “เฟยไหลเฟิง” (ภูเขาบินได้) และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของหางโจว มีการสร้าง รูปปั้นจี่กง ไว้ใกล้ภูเขาเพื่อระลึกถึงท่าน (Feilai Feng) เป็นภูเขาหินขนาดเล็กที่มี รูปสลักพระพุทธรูปและเทพเจ้า กว่า 470 รูป จากสมัยต่างๆ (ตั้งแต่ราชวงศ์ห้าจนถึงราชวงศ์ซ่ง)
เจดีย์ที่เก็บอัฐิของพระภิกษุชื่อ หุยลี่ จากอินเดีย ที่เดินทางมาประกาศพุทธศาสนาในจีน และเป็นผู้ที่สร้างวัดหลิงยิ่น
พระพุทธรูปยิ้ม (พระศรีอริยเมตไตรย) ที่เป็นสัญลักษณ์
วัดหลิงยิ่น (Lingyin Temple) หนึ่งในวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดของหางโจว สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก มีรูปปั้นหินบนภูเขา ” เฟยไหลเฟิง “ ที่งดงามและทรงคุณค่า บรรยากาศสงบ เหมาะสำหรับการไหว้พระหรือชมสถาปัตยกรรมโบราณ วัดหลิงยิ่น เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน และถือเป็นวัดสำคัญในพุทธศาสนา มหายาน ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ที่เชิงเขาหลิงยิ่น ในเขตซีหู ของหางโจว ประวัติ: สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 328 (สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก) โดยพระภิกษุ หุยลี่ จากอินเดีย ที่เดินทางมาประกาศพุทธศาสนาในจีน ความหมายชื่อ: "หลิงยิ่น” แปลว่า "ที่ซ่อนเร้นแห่งจิตวิญญาณ" เนื่องจาก หุยลี่ เห็นว่าพื้นที่นี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จากรูปจะเห็นว่ามีคนมาที่วัดมากมายในแต่ละวัน
เทียนหวังเตี้ยน (หรือหอ Kings of Heaven): ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ไมเตรย (พระศรีอริยเมตไตรย) และท้าวจตุโลกบาล (เทียนหวัง หรือ Kings of Heaven) ปกติ หอเทียนหวัง ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย จตุรบาล (Four Heavenly Kings) เป็นเทพผู้คุ้มครองโลกในทิศทั้งสี่ มักประดิษฐานอยู่สองข้างของวิหาร พระศรีอริยเมตไตรย โดยปกติจะประดิษฐานอยู่กลางในรูปแบบพระโพธิสัตว์หัวเราะ (Budai) ซึ่งเป็นร่างก่อนการตรัสรู้ของพระศรีอริยเมตไตรย และพระเวทโพธิสัตว์ มักอยู่ด้านหลังพระศรีอริยเมตไตรย หันหน้าเข้าสู่ภายในวัด ทำหน้าที่ปกป้องพระธรรม. จากรูปคือเทียนหวัง หรือจตุโลกบาล
พระศรีอริยเมตไตรย์ ที่ตั้งอยู่ในเทียนหวังเตี้ยน
หอต้าเฉียนเป่าเตี้ยน หอหลักของวัด
ประดิษฐาน พระศากยมุนีพุทธเจ้า สูง 19.6 เมตร สลักจากไม้จันทน์หอม ปิดทองทั้งองค์
เจ้าแม่กวนอิม และรูปเคารพอื่นๆในลัทธิมหายาน
ธรรมชาติสวยงาม วัดล้อมรอบด้วยป่าเขาและลำธาร ทำให้มีบรรยากาศสงบร่มรื่น ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว เวลาเปิด: 7:00 - 18:00 (อาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล) ค่าเข้าชม: วัดหลิงยิ่น: 30 หยวน (รวมค่าเข้าพื้นที่ Feilai Feng) Feilai Feng : 45 หยวน (แยกต่างหาก) ความสำคัญทางวัฒนธรรม วัดหลิงยิ่นเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานมายาวนาน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกทางวัฒนธรรมระดับชาติ ของจีน
ข้อมูล GDP และ GDP ต่อหัวของเมืองหางโจว (Hangzhou) ปี 2023: GDP ทั้งหมดประมาณ 2.05 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 2.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตประมาณ 5.6% GDP ต่อหัว (GDP ต่อคน) ปี 2023: คำนวณจากประชากรประมาณ 12.4 ล้านคน GDP ต่อหัวอยู่ที่ 165,000 หยวน (ประมาณ 23,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ใกล้เคียงกับมาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว หางโจวติดอันดับ 5-6 ของเมืองที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุด อุตสาหกรรมหลัก: เศรษฐกิจดิจิทัล (อาลีบาบา, Ant Group, Hikvision) อีคอมเมิร์ซ และการผลิต (ยา, รถยนต์) การท่องเที่ยว (ทะเลสาบซีหู) จากภาพ จากภาพเป็นเขตธุรกิจและย่านธุรกิจใหม่ริมแม่น้ำเฉียนถัง ที่เรียกว่า Qiánjiāng Xīnchéng (เฉียนเจียงซินเฉิง (แปลว่า เมืองใหม่ริมแม่น้ำ Qiantang ): เป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าที่ทันสมัย มีตึกสูงระฟ้า สวนสาธารณะ
InterContinental Hangzhou เป็นโรงแรมหรูในเขต Qiánjiāng Xīnchéng
สนามกีฬาหางโจว (Hangzhou Olympic Sports Center): สนามหลักในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2023 ตั้งอยู่ใน Hangzhou Olympic Sports Center บริเวณริมแม่น้ำเฉียนถัง (Qiantang River) ออกแบบรูปร่างคล้าย ดอกบัวบาน (Lotus Flower) สื่อถึงความงามและความทันสมัยของหางโจว ความจุ: ประมาณ 80,000 ที่นั่ง (หนึ่งในสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในจีน) ฟังก์ชันการใช้งาน เป็นสนามฟุตบอลและกรีฑาหลักของเอเชียนเกมส์ 2022 จัดกิจกรรมใหญ่ๆ เช่น คอนเสิร์ต, การแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ติดตั้งระบบแสงสีและเทคโนโลยีแสดงผลระดับสูง (LED Screen, Sound System) เทคโนโลยีและความยั่งยืน ใช้พลังงานสะอาดและระบบจัดการน้ำฝนแบบรีไซเคิล ออกแบบให้มีหลังคาเปิด-ปิดได้ (Retractable Roof) เพื่อปรับใช้กับสภาพอากาศ
สำนักงานใหญ่ Alibaba: สัญลักษณ์ของหางโจวในฐานะ "เมืองแห่งอีคอมเมิร์ซ" เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่สำคัญของจีน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมเทคโนโลยี การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของหางโจวมีลักษณะเด่นดังนี้: ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี Alibaba และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: หางโจวเป็นบ้านเกิดของแจ๊คหม่า และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Alibaba Group บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีธุรกิจหลักด้านอีคอมเมิร์ซ (เช่น Taobao, Tmall), การชำระเงินดิจิทัล (Alipay), และคลาวด์คอมพิวติ้ง (Alibaba Cloud) มีการส่งเสริมให้หางโจวเป็น "เมืองแห่งดิจิทัล" โดยรัฐบาลจีนสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศของ Start up และบริษัทเทคโนโลยี การสนับสนุนจากรัฐบาลเป็น เขตทดลองนวัตกรรม: หางโจวเป็นส่วนหนึ่งของ "Yangtze River Delta Economic Zone" ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของจีน โครงการ "City Brain": เป็นโครงการใช้ Big Data และ AI เพื่อจัดการเมืองอัจฉริยะ เช่น การจราจร, การรักษาความปลอดภัย, และการบริการสาธารณะ 3. โครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มีการลงทุนในอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), บิ๊กดาต้า, และ 5G เมืองอัจฉริยะและสีเขียว: หางโจวเน้นการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อลดมลพิษและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยจุดเด่นของเมืองต่างๆในจีนในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีมีดังนี้:
  1. เซินเจิ้น (Shenzhen) ศูนย์กลางด้านฮาร์ดแวร์, การผลิตอิเล็กทรอนิกส์, และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทสำคัญ: Huawei, Tencent, DJI, ZTE จุดเด่น: มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ), Silicon Valley ของฮาร์ดแวร์
  2. ปักกิ่ง (Beijing) ศูนย์กลางด้านซอฟต์แวร์, AI, Big Data และบริษัทสตาร์ทอัพ บริษัทสำคัญ: Baidu, ByteDance (TikTok), JD.com, Xiaomi จุดเด่น: มี Zhongguancun หรือ "Silicon Valley ของจีน"
  3. เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ศูนย์กลางทางการเงินและเทคโนโลยี, การพัฒนาซอฟต์แวร์และ AI บริษัทสำคัญ: Alibaba (สำนักงานใหญ่บางส่วน), SMIC (Semiconductor) จุดเด่น: มีเขต Zhangjiang Hi-Tech Park
  4. หางโจว (Hangzhou) เมืองแห่งอีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติ้ง บริษัทสำคัญ: Alibaba Group, Ant Group จุดเด่น: มีสำนักงานใหญ่ Alibaba และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
  5. เฉิงตู (Chengdu) เมืองสำคัญทางตะวันตก, ศูนย์ข้อมูลและเกม บริษัทสำคัญ: Tencent (สำนักงานใหญ่เกม), Huawei (ศูนย์วิจัย) จุดเด่น: มี Tianfu Software Park
  6. กว่างโจว (Guangzhou) ศูนย์กลางการค้าและเทคโนโลยีในภาคใต้ บริษัทสำคัญ: NetEase, WeChat (Tencent มีสำนักงานใหญ่บางส่วนที่นี่)
  7. หนานจิง (Nanjing) เมืองการศึกษาและวิจัยด้าน ITบริษัทสำคัญ: มีมหาวิทยาลัยชั้นนำและบริษัทสตาร์ทอัพ
  8. อู่ฮั่น (Wuhan) ศูนย์กลางการวิจัยด้านแสง (Optics) และเซมิคอนดักเตอร์ จุดเด่น: มี Wuhan Optics Valley
Alibaba Group มีสำนักงานใหญ่หลักอยู่ในเมือง หางโจว (Hangzhou) โดยมีพนักงานจำนวนมากทั้งในจีนและทั่วโลก ประมาณการล่าสุด ปี 2024) Alibaba มีพนักงานรวมทั้งบริษัท (ทั่วโลก): ~254,900 คนพนักงานในหางโจว: คาดว่ามากกว่า 50,000 คน (เนื่องจากเป็นศูนย์กลางใหญ่สุดของ Alibaba) Alibaba Headquarters (หางโจว) ตั้งอยู่ที่ Xixi Campus (West Lake Area) และ E-Commerce City มีแผนกหลัก เช่น Taobao, Tmall, Alibaba Cloud, Ant Group Alibaba ยังคงขยายศูนย์วิจัยและพัฒนาที่หางโจว โดยเฉพาะด้าน Cloud Computing, AI และ Logistics Alibaba Group ซึ่งมี Campus หลักในหางโจว (Hangzhou) ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แต่ยังเป็น หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนา IT ระดับโลก โดยมีบทบาทหลักในหลายด้าน ดังนี้:
  1. การพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก (Global Impact) Alibaba Cloud เป็น ผู้ให้บริการคลาวด์อันดับ 3 ของโลก (รองจาก AWS และ Microsoft Azure) มีศูนย์ข้อมูลกระจายทั่วโลก (รวมถึงสิงคโปร์, ยุโรป, และสหรัฐฯ)นวัตกรรมสำคัญ เช่น City Brain (ระบบ AI จัดการจราจรในเมืองใหญ่ของจีน) อีคอมเมิร์ซและระบบชำระเงินดิจิทัล Taobao, Tmall เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก Alipay (Ant Group) ปฏิวัติระบบการชำระเงินดิจิทัลในจีนและขยายไปทั่วโลกพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะด้วย AI และ Automation เร่งการขนส่งข้ามพรมแดนผ่านเครือข่ายคลังสินค้าทั่วโลก
  2. การพัฒนาเทคโนโลยีของจีน (China Tech Ecosystem) เมืองหางโจวกลายเป็น "Silicon Valley แห่งเอเชีย" Alibaba ดึงดูดบริษัทสตาร์ทอัพและนักลงทุนทั่วโลกให้มาตั้งฐานในหางโจว สร้าง E-Commerce City และเขตเทคโนโลยี Xixi Campus Alibaba DAMO Academy (ศูนย์วิจัย AI, Quantum Computing, Chips) ลงทุนใน เซมิคอนดักเตอร์และระบบคลาวด์เพื่อลดพึ่งพาต่างชาติ
  3. การสร้าง Talent & Startup Ecosystem Alibaba Entrepreneurs Fund ลงทุนในสตาร์ทอัพทั่วเอเชีย ฝึกอบรมทักษะดิจิทัล ให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการต่าง ๆ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เช่น Zhejiang University เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Big Data