จากนาริตะไปยังย่านการค้า และวัดในโตเกียว
บันทึกภาพเมื่อ : 30 เมย. 69
โตเกียวเดิมคือหมู่บ้านประมงชื่อเอโดะ ปรากฏครั้งแรกในศตวรรษที่ 12 และมีวัดเซ็นโซจิที่เก่าแก่สุดตั้งแต่ปี 628. ในปี 1457 สร้างปราสาทเอโดะ และปี 1590 โทกูงาวะ อิเอยะสุเริ่มปราบหัวเมืองต่าง ๆ ปี 1603 โทกูงาวะ อิเอยะสุสถาปนาตัวเองเป็นโชกุนและย้ายเมืองหลวงมาที่เอโดะ ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการเมือง. เอโดะเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกตอนนั้น ด้วยประชากรกว่า 1 ล้านคน ก่อนถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียวในปี 1868. สมัยเมจิการปฏิรูปเมจิปี 1868 เอโดะเป็นศูนย์กลางอำนาจจริงมานานกว่า 250 ปี แม้เกียวโตจะเป็นเมืองหลวงทางการ แต่การตัดสินใจสำคัญทั้งหมดเกิดที่นี่ ทำให้การย้ายเมืองเป็นการยอมรับความเป็นจริงทางอำนาจและเศรษฐกิจ. นอกจากนี้ เกียวโตถูกมองว่าผูกติดกับประเพณีเก่าแก่และอิทธิพลศาสนาพุทธ ในขณะที่เอโดะใหญ่กว่าและทันสมัยกว่า เหมาะกับการปฏิรูปสู่ชาติสมัยใหม่ ทำให้จักรพรรดิเมจิย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมาที่นี่ และเปลี่ยนชื่อเอโดะเป็นโตเกียว หรือ นครหลวงแห่งตะวันออก. ยุคนี้พัฒนาเร็ว ได้รับอิทธิพลตะวันตก เช่น รถไฟสายแรกปี 1872 และเทศบาลนครปี 1889. โตเกียวขยายตัว รับมือภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวคันโต 1923 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนฟื้นตัวเป็นมหานครสมัยใหม่. สถานะปัจจุบัน ปัจจุบันโตเกียวมีประชากรราว 13 ล้านคน เป็นจังหวัดใหญ่สุดในญี่ปุ่น นครโตเกียวแบ่งเป็น 23 เขตพิเศษ (Special Wards) อย่างชินจูกุ ชิบูย่า อูเอโนะ อาซากุสะ ชิโยดะ และมินาโตะ รวมทั้งเมือง 26 แห่ง หมู่บ้าน 5 แห่ง และเกาะต่างๆ เช่น โอะกะชิมะ ภูมิภาคคันโตพร้อมจังหวัดใกล้เคียงอย่าง ไซตามะ ชิบะ (Narita , Disneyland) คานากาวะ แต่โตเกียวไม่รวมจังหวัดเหล่านั้นเข้าในนคร แม้บางครั้งเรียก มหานครโตเกียว ในทางเศรษฐกิจ 2. โตเกียวมี 2 สนามบิน คือ นาริตะ(อยู่ที่จังหวัดชิบะ ห่างจากโตเกียวประมาณ 70 กม.) และ ฮาเนดะ โดยสนามบินนาริตะ มี 3 Terminal ส่วนใหญ่เครื่องบินจะลงจอด Terminal 2 โดยสามารถซื้อตั๋ว Airport Limousine bus หรือนั่งรถไฟฟ้าเข้าโตเกียว (KS = Keisei ,JR=Japan Railway) จากรูปคือ Terminal 2 ที่จะนั่งรถไฟฟ้าไปยังโตเกียว ที่ท่องเที่ยวในโตเกียวได้แก่ ย่านศูนย์การค้าของทางรถไฟฟ้าสาย Yamanote Line ได้แก่ Uneno,Shibuya,ShinJugu และวัดในย่าน Asasuka และศาลเจ้าฮิเอะในกลางกรุงโตเกียว
ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นมีสนามบินฮาเนดะ เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1931 ในฐานะสนามบินหลักของโตเกียว เน้นเที่ยวบินในประเทศ จนกระทั่งปี 2010 จึงขยายรับเที่ยวบินนานาชาติอีกครั้ง สนามบินนาริตะสร้างเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของฮาเนดะ โดยเปิดอย่างเป็นทางการปี 1978 หลังเผชิญการประท้วงจากชาวบ้านท้องถิ่นเรื่องเวนคืนที่ดิน. ตั้งอยู่นอกเมืองโตเกียวไกลกว่า จึงเหมาะกับเที่ยวบินข้ามทวีป สนามบินนาริตะห่างจากโตเกียวประมาณ 60 ก.ม. จากสนามบินจะเข้าสู่โตเกียวด้วยรถไฟฟ้าจะสะดวกมาก รถไฟฟ้า มี 2 แบบคือ แบบ Express ต้องจองที่นั่ง เร็ว แพงเนื่องจากเสียค่าธรรมเนียม ได้แก่ Narita Express (NEX) Keisei sky liner ถ้าไม่ต้องจองที่นั่ง (สามารถใช้ Suica Card เช่นเดียวกับสาย JR) ใช้เวลาไปยังโตเกียวไม่ถึง 1 ชั่วโมง และแบบที่ไม่ Express ที่ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง รถไฟฟ่า JR สาย Yamanote Line วิ่งเป็นวงกลม ผ่านย่านที่สำคัญของโตเกียว ไม่ว่าจะเป็น สถานี Tokyo,Ueno,Shibuya,Shinjuku เป็นต้น
แบบที่ไม่ด่วนมาก ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง ไม่ต้องจองที่นั่ง ใช้บัตร Suica ได้ แบ่งได้เป็น Keisei Access Express (Keisei Sky Access) ไปสุด 2 ที่คือ Keisei Ueno อีกทางไป สนามบินฮาเนดะ และ Keisei Main line (ช้าสุด) ไปสุดที่ Keisei Ueno station
Airport Limousine bus สามารถไปได้หลายที่ โดยซื้อตั๋วที่ Counter ใน Terminal เช่น Disney Resort ,Tokyo , ชินจูกุ , Ueno โดยตั๋วจะระบุเวลาและสถานี ซึ่งอยู่ด้านนอก Terminal
Scan QR code เพื่อจอง Airport Limousine โดยขาไปสามารถจองที่สนามบินได้ ขากลับสามารถจองผ่าน App เมื่อจ่ายเงินแล้วจะส่ง QR code มาที่ email สามารถ scan ขึ้นรถได้
โรงแรมใกล้สนามบิน มีหลายแห่ง โรงแรมที่มีจำนวนห้องมากที่สุดและราคาไม่แพงคือ Marroad internation hotel narita นั่งรถไม่เกิน 10 นาที มีรถของโรงแรมรับส่งจากสนามบิน ไปโรงแรม (7.20-21.50) และจากโรงแรมไปสนามบิน (5.00 – 21.00) ถ้าไม่ทันรถมี Taxi ราคาประมาณ 2000 เยน
รถไฟฟ้าของ Keisei (Skyliner , Access Express ,Main line) จากสถานีต้นทางที่ Narita จะไปสุดที่ Keisei Ueno ซึ่งห่างจาก Ueno Station ไม่มากสามารถเดินไปถึงได้
สถานี Uneno อยู่ใกล้สวน Ueno และใกล้ สถานี keisei Ueno สถานีรถไฟ Ueno เปิดปี 1883 เพื่อขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ ก่อนขยายเป็นจุดศูนย์กลางคมนาคม. ก่อนเป็นย่านการค้า ตลาด Ameyoko ยังไม่มี จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กลายเป็นตลาดมืดขายสินค้าจากทหารอเมริกัน สะท้อนการเปลี่ยนจากพื้นที่ศาสนาไปสู่การค้าขนาดใหญ่.
สวน Uneno เป็นสวนที่ต้นซากุระ สวยระดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่น นอกจากสวน Ueno แล้ว ยังมีแหล่ง Shopping ที่มากมาย ที่มาของสวนดังกล่าว ในช่วงศตวรรษที่ 17 Ueno เป็นที่ตั้งของวัดคันไนจิ (Kan ei-ji) วัด Tendai ใหญ่โตที่สร้างโดยโชกุนโทกูงาวะ อิเอยะสุ เพื่อปกป้องปราสาทเอโดะทางทิศตะวันออก. พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยป่าไม้และสิ่งก่อสร้างทางศาสนา ไม่ใช่ย่านพาณิชย์ หลังยุคเมจิ สวน Ueno ถูกสร้างในปี 1873 จากที่ดินวัดที่ถูกยึดและไฟไหม้ใหญ่ในปี 1872 ทำให้กลายเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของญี่ปุ่น พร้อมพิพิธภัณฑ์และสวนสัตว์.
ห้าแยก ชิบูยา เป็น Landmark ที่สำคัญ ที่มีคนข้ามที่ 5 แยกนี้เป็นจำนวนมาก ก่อนหน้าที่จะพัฒนาเป็นย่านการค้าในสมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 11 ชิบูย่าเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวนาและเกษตรกร มีปราสาทของตระกูลชิบูย่าซึ่งให้ชื่อย่านนี้ ชื่อ ชิบูย่า มาจากตระกูลนี้ที่อ้างสิทธิ์ในพื้นที่. ไม่มีโครงสร้างใหญ่โต เป็นเพียงทุ่งนาและที่อยู่อาศัยกระจัดกระจาย. สมัยเอโดะ ช่วงปี ค.ศ. 1603–1868 ชิบูย่าอยู่บนเส้นทางโคชูไคโด (Koshu Kaido) ถนนสายหลักเชื่อมโตเกียว ทำให้เริ่มมีผู้คนผ่านไปมาและมีชุคุบะมัชิ (เมืองพักชั่วคราว) แต่ยังคงเป็นพื้นที่เกษตรเป็นหลัก.
สถานี Shibuya อยู่ใกล้ 5 แยก Shibuya เป็นสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อของสถานีรถไฟฟ้าหลายสาย สมัยเมจิ สถานีชิบูย่าบนเส้นยามาโนเตะเปิดปี 1885 เริ่มดึงดูดผู้คนและพัฒนาเป็นย่านพาณิชย์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขยายตัวเร็วด้วยห้างสรรพสินค้า
สถานีรถไฟโตเกียว (Tokyo Station) เป็นสถานีหลักของกรุงโตเกียวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มก่อสร้างในปี 1908 และเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1914. ออกแบบโดยสถาปนิกทัตสึโนะ คิงโกะ โดยออกแบบฝั่งมารุโนะอุจิของสถานีโตเกียวในสไตล์นีโอ-บาโรก (Neo-Baroque) โดยใช้อิฐแดงและโครงเหล็กนำเข้าจากอังกฤษ. มีลักษณะเด่น อาคารสูง 3 ชั้น มีโดมคู่ทางทิศเหนือและใต้สูงกว่า 30 เมตร พร้อมลวดลายนูนรูปนกอินทรีและประติมากรรม 12 นักษัตร สะท้อนอิทธิพลยุโรปที่เขาเรียนมาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน. โครงสร้างแข็งแรง รอดพ้นแผ่นดินไหวคันโตปี 1923 และการโจมตีทางอากาศในสงครามโลกครั้งที่ 2. ภาพนี้แสดงอาคารอิฐแดงฝั่งมารุโนะอุจิ โดดเด่นด้วยโดมแหลมและหน้าต่างกรอบขาวท่ามกลางตึกสมัยใหม่. มี 4 ชานชาลาแรกเริ่ม ใช้เชื่อมเส้นทางโทไกโดและโทโฮกุ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมหลักใกล้พระราชวังหลวง. ทางออกมารุโนะอุจิเปิดก่อน ส่วนยาเอซุเปิดปี 1929. ถูกระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 (25 พ.ค. 1948) และไฟไหม้ฝั่งยาเอซุปี 1949 แต่ได้รับการซ่อมแซมและขยายตัว. ปี 1964 กลายเป็นจุดเริ่มต้นชินคันเซ็นสายแรก สู่การเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุด. ปัจจุบัน บูรณะอาคารเก่าจนเสร็จสมบูรณ์ปี 2012 มีชานชาลากว่า 10 ชานชาลา รองรับผู้โดยสารกว่า 500,000 คนต่อวัน.
ก่อนพัฒนาเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ชินจูกุเป็นชุคุบะมัชิ (เมืองพักชั่วคราว) บนเส้นทางสำคัญสมัยเอโดะ. ในสมัยเอโดะ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ชินจูกุเป็นจุดพักรถม้าบนเส้นทางโคชูไคโด (Koshu Kaido) ถนนใหญ่เชื่อมเอโดะกับเกียวโต มีโรงเตี๊ยม ร้านค้า และสถานีตรวจคน (ชินจูกุบันบะ) สำหรับตรวจสัมภาระของขุนนางและชาวบ้าน. พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาและคฤหาสน์ขุนนางตระกูลไนโตะ (Naito) รวมถึงสวนชินจูกุเกียวเอนที่เคยเป็นคฤหาสน์ไดเมียว. สมัยเมจิ สถานีรถไฟชินจูกุเปิดปี 1885 บนเส้นชูโอะ ทำให้เริ่มขยายตัวจากจุดพักเป็นศูนย์กลางคมนาคม. หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายเป็นย่านบันเทิงและธุรกิจใหญ่.
ตึก กอดซีลา เป็น Landmark ของ Shinjuku ความเป็นมาก่อนจะมาเป็นย่านการค้าในปัจจุบัน Naito Shinjuku เป็นชื่อย่านชินจูกุสมัยเอโดะ จากจุดพักชั่วคราวบนเส้นทาง Koshu Kaido ในปี 1698 พัฒนามาเป็นย่านธุรกิจและบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียวปัจจุบัน เริ่มจากคฤหาสน์ตระกูล Naito (ไดเมียวจาก Takato) ที่ได้รับที่ดินจากโทกูงาวะ อิเอยะสุ กลายเป็นชุคุ (post town) ใหม่ มีโรงเตี๊ยมและสถานีตรวจคน ต่อมาเปิดย่านค้าปลีกและโสเภณี แต่ปิดชั่วคราวเนื่องจากปัญหาจริยธรรม ก่อนเปิดใหม่ปี 1772. สมัยเมจิและไทโช (ค.ศ. 1885–1923) สถานีชินจูกุเปิดปี 1885 ทำให้ขยายตัวเป็นย่านชานเมือง คฤหาสน์ Naito เปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ Shinjuku Gyoen ปี 1906. ยุคโชวะและหลังสงคราม (ค.ศ. 1923–ปัจจุบัน) รอดพ้นแผ่นดินไหวคันโตปี 1923 ดึงดูดธุรกิจจากใจกลางโตเกียว ปี 1920 รวมเป็นส่วนหนึ่งของ Tokyo City สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายบางส่วน แต่ฟื้นตัวเป็นย่านบันเทิง (Kabukicho) และตึกระฟ้า Nishi-Shinjuku ปัจจุบันมีสถานีรถไฟใหญ่สุดในโลกและศาลากลางโตเกียว. สวนชินจูกุเกียวเอนคือมรดกจากคฤหาสน์ไนโตะ แสดงการผสมผสานเก่า-ใหม่ของย่าน.
อีก landmark ของ Shinjuku คือ แมว 4 มิติ สมัยเอโดะ (ค.ศ. 1698)
ก่อนพัฒนาเป็นย่านการค้าที่คึกคักในปัจจุบัน ย่านอาซากุสะเดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงและศูนย์กลางศาสนาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7. จุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 628 ชาวประมงสองพี่น้องพบพระโพธิสัตว์กวนอิมในแม่น้ำสุมิดะ ทำให้สร้างวัดเซ็นโซจิวัดแรกของเอโดะ (โตเกียว) กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดึงดูดผู้คน. พื้นที่ติดทะเล ใช้เป็นท่าเรือและโกดังเก็บข้าวสมัยเอโดะ สมัยเอโดะโทกูงาวะ อิเอยะสุใช้อาซากุสะเป็นท่าเรือขนส่งสินค้า สร้างโกดังและร้านค้า ทำให้คึกคัก มีโรงละครคาบุกิและย่านโคมแดง (โกะโจ) นอกกำแพงเมือง. ถนนนากามิเซะเริ่มต้นปลายศตวรรษที่ 17 เป็นทางเดินขายของไหว้พระ. ย่านนี้เปลี่ยนจากชายฝั่งศาสนาไปสู่ศูนย์กลางบันเทิงและการค้าอย่างช้า ๆ. วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji Temple) ในย่านอาซากุสะ (Asakusa) กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ที่ประตูคามินาริมง (Kaminarimon Gate) มีโคมแดงขนาดใหญ่ ไม่ใช่ศาลเจ้าแบบชินโตโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัดพุทธเก่าแก่ที่สุดในโตเกียว ประตูนี้มีโคมแดงยักษ์สูง 3.9 เมตร น้ำหนักกว่า 700 กิโลกรัม สลักตัวอักษรคันจิ 雷門 (Kaminari-mon) แปลว่า ประตูสายฟ้า เป็นสัญลักษณ์สำคัญตั้งแต่ปี ค.ศ. 942. ทั้งสองข้างประตูมีรูปปั้นเทพฟูจิน (Fujin เทพลม) และไรจิน (Raijin เทพสายฟ้า) คอยปกป้องวัดจากภัยพิบัติ
ภาพประตูคามินาริมง (Kaminarimon Gate) มีโคมแดงเด่นชัดพร้อมรูปปั้นเทวบาล สะท้อนสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่มาและการสร้างโคมแดง มัตสึชิตะป่วยหนักและมาไหว้พระขอพรที่วัดเซ็นโซจิ หลังหายป่วยจึงถวายประตูคามินาริมงใหม่พร้อมโคมแดงยักษ์สูง 3.9 เมตร หนัก 670 กิโลกรัม เพื่อแสดงความขอบคุณ. ชื่อประตูแปลว่า ประตูฟ้าคำราม หรือ ประตูสายฟ้า ตามเทพฟูจิน (สายลม) และไรจิน (สายฟ้า) ที่ยืนเฝ้าทั้งสองข้าง. โคมนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัดเซ็นโซจิและอาซากุสะ ถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสร้างใหม่หลายครั้ง ก่อนเวอร์ชันปัจจุบันจะคงอยู่ตั้งแต่ปี 1960.
จากประตู คามินาริมง (Kaminarimon Gate) ไปยังตัวศาลเจ้า มีถนนคนเดินที่ของกินขายมากมาย
รองเท้านสานขนาดยักษ์ที่เห็นที่วัดเซนโซจิ (อาซากุสะ) เรียกว่า “วาราจิ” (waraji) เป็นรองเท้าฟางที่ทำขึ้นแล้วนำไปถวายให้กับวัดเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ป้องกันภัยร้ายและเป็นของบูชาของเทพนิโอที่ยืนคุมอยู่ที่ประตูโฮโซมง (Hozomon Gate) ด้านหลังวัดเซนโซจิ รองเท้าฟางคู่นี้ทำจากฟาง (วารา) คล้ายรองเท้าฟางดั้งเดิมที่ชาวชนบทญี่ปุ่นใส่ในอดีต แต่ถูกทำให้ขนาดยักษ์ เพื่อเป็นเครื่องหมายของ “พลัง” และ “ความยิ่งใหญ่” ของเทพผู้พิทักษ์วัด ตามประวัติ รองเท้าฟางคู่นี้ได้รับบริจาคจากผู้ศรัทธาที่เมืองมุระยามะ จังหวัดยามากาตะ โดยเริ่มอุทิศถวายให้วัดเซนโซจิครั้งแรกในปี ค.ศ. 1941 และมีการเปลี่ยนชุดใหม่มาหลายครั้ง (ล่าสุดปี ค.ศ. 2018) ความเชื่อและหน้าที่ คนญี่ปุ่นเชื่อว่า รองเท้าฟางขนาดใหญ่คู่นี้ทำหน้าที่ ไล่ปีศาจและภัยร้าย เพราะผีหรือสิ่งชั่วร้ายจะเห็นว่า “ยักษ์ผู้เฝ้าวัด” ผู้นี้มีรองเท้าใหญ่ขนาดนี้ จึงเกิดความกลัวและไม่กล้าเข้ามาใกล้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของ เทพนิโอ (Niō) ที่ยืนคุมประตูโฮโซมง แสดงถึงกำลังกายและพลังในการปกป้องวัด น้ำหนักและขนาดโดยประมาณ ตัวเลขที่พบในแหล่งข้อมูลท่องเที่ยวภาษาไทยและญี่ปุ่นมีความต่างกันเล็กน้อย แต่สรุปคร่าวๆ ได้ดังนี้ ความยาวประมาณ 4.5 เมตร ต่อข้าง ความกว้างประมาณ 1.5 เมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 400–500 กิโลกรัมต่อข้าง
ออกจากศาลเจ้าจะเป็นแหล่ง Shopping ของย่าน อาซากุสะ
ศาลเจ้า ฮิเอะ จินจา (Hie Jinja shrine) เป็นศาลเจ้าชินโตชื่อดังใจกลางโตเกียว ตั้งอยู่ระหว่างย่านอาคาซากะและนางาตะโจ. สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1478 โดยแม่ทัพโอตะ โดกัง แต่รากฐานย้อนถึงยุคคะมะคุระ โทกุงกาวะ อิเอยะสุ สร้างเป็นศาลเจ้าหลักของเอโดะในปี 1607 และยังคุ้มครองพระราชวังอิมพีเรียลตั้งแต่สมัยเมจิ
ข้ามถนนเส้นนี้จะถึง ศาลเจ้าฮิเอะ (Hie)
ทางขึ้นศาลเจ้า จะอยู่บนเนินเขาเตี้ย ตรงกลางเป็นบันได ส่วนด้านข้างเป็นบันไดเลื่อน ทำให้ไม่ต้องเดินขึ้น ศาลเจ้าฮิเอะ (Hie Shrine หรือ 日枝神社) มีประวัติการย้ายที่หลายครั้งตามพัฒนาการของเมืองเอโดะ (โตเกียวปัจจุบัน). สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ. 1478 โดยแม่ทัพโอตะ โดกัง (Ota Dokan) ผู้สร้างปราสาทเอโดะ ตั้งอยู่ในบริเวณปราสาทเอโดะช่วงแรก. มีรากฐานย้อนถึงสมัยคามาคุระ (ค.ศ. 1185–1333) ในฐานะศาลเจ้าท้องถิ่น. ใน ปี ค.ศ. 1607: โทกุงกาวะ อิเอะยะสุ (Tokugawa Ieyasu) สั่งย้ายออกจากปราสาทเอโดะไปยังตำแหน่งใกล้เคียง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น. ปี ค.ศ. 1659: ย้ายมาที่ตำแหน่งปัจจุบันในนากาตาโจ (Nagatacho) หลังไฟไหม้เมรเรกิ (Meireki Fire) ทำลายบริเวณเดิม สร้างใหม่พร้อมศาลย่อยซันโนอินารี. (ศาลเจ้าบริเวณเสาโทเรอิสีแดง) หลังสมัยเมจิ ตั้งแต่วันที่ 1868 เป็นศาลเจ้าปกป้องพระราชวังอิมพีเรียล ไม่มีการย้ายอีก แต่ได้รับการบูรณะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2. ปัจจุบันยังคงอยู่ที่เดิมในเขตชิโยดะ
ล้างมือก่อนเข้าไหว้ในศาลเจ้า
มีเสาโทริอิสีแดงเรียงรายคล้ายฟูชิมิอินาริ เหมาะถ่ายรูป ชื่อดังจากเทศกาลซันโนมัตสึริ. การขอพร ขอพรเรื่องงาน ธุรกิจจากจุดหลัก ลิงสามีภรรยาขอความรักและครอบครัว ลิงอุ้มลูกขอให้มีบุตรง่าย ศาลเจ้าฮิเอะ ตั้งอยู่ในย่านอากาซากะ โตเกียว เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในเทศกาลซันโน หนึ่งในสามเทศกาลสำคัญของยุคเอโดะ เทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่คือ โอยามาคุอิโนะคามิ ซึ่งเชื่อกันว่าประทานโชคลาภทั้งในด้านธุรกิจ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความรัก แม้จะตั้งอยู่ในย่านธุรกิจอากาซากะ แต่ความเขียวขจีและบรรยากาศอันเงียบสงบทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ให้ความรู้สึกราวกับโอเอซิสกลางเมือง ศาลเจ้าแห่งนี้ยังเดินทางสะดวกด้วยบันไดหินและบันไดเลื่อน ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นจุดแวะพักอันทรงพลังใจกลางโตเกียว เหมาะสำหรับการแวะพักระหว่างการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ.
ภายในศาลเจ้ามีรูปปั้นลิงศักดิ์สิทธิ์มาซารุ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์มงคลที่เกี่ยวข้องกับ การปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ชัยชนะ และความรัก
หอสมบัติ (Treasure Hall) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า **Hōmotsuden (寶物殿)** ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ **ศาลเจ้าฮิเอะ (Hie Shrine)** ในกรุงโตเกียวครับ ป้ายอักษรคันจิบนตัวอาคารเขียนว่า **「寶物殿」** (Hōmotsuden) อย่างชัดเจน โดยหอสมบัติแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงสมบัติล้ำค่าของศาลเจ้า เช่น ดาบคาตานะโบราณ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ต่างๆ
ศาลเจ้าซันโนอินาริ (Sanno Inari Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าบริวาร (Massha) ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณเดียวกับศาลเจ้าฮิเอะ (Hie Shrine) อาคารนี้ตั้งอยู่ใกล้กับทางเข้าทิศตะวันตก (ทางเข้าด้านหลัง) ซึ่งมีบันได **Senbon Torii หรืออุโมงค์เสาโทริอิสีแดงเรียงรายเป็นจำนวนมาก (ในภาพจะเห็นเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าอาคาร) ลักษณะเด่น เป็นอาคารไม้สีแดงสด ตัดกับหลังคาสีเขียวอมเทา ภายในประดิษฐานเทพเจ้าอินาริ (เทพเจ้าแห่งกสิกรรมและการค้า) จุดนี้มักจะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเพราะมีทั้งต้นซากุระ และเสาโทริอิสีแดงที่สวยงาม ให้บรรยากาศคล้ายกับศาลเจ้าฟูชิมิอินาริที่เกียวโต แต่อยู่ใจกลางกรุงโตเกียวท่ามกลางตึกระฟ้าครับ
ตุ๊กตาสุนัขจิ้งจอก (O-kitsune-sama) สิ่งเหล่านี้คือ ตุ๊กตาสุนัขจิ้งจอกดินเผา ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้นำสารของเทพเจ้าอินาริ (เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และการค้าขาย) ผู้ที่มาสักการะมักจะเช่าตุ๊กตานี้จากทางศาลเจ้า เขียนชื่อและคำอธิษฐานลงบนตัวตุ๊กตา แล้วนำมาวางถวายไว้เพื่อขอพรให้ธุรกิจรุ่งเรืองหรือครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ป้ายในรูปบอกราคาสำหรับการถวาย โดยมีแบบเล็ก (800 เยน) และแบบใหญ่ (1,000 เยน)
ศาลเจ้าไม้ขนาดเล็ก: นี่คือตัวอาคารของศาลเจ้าบริวารที่ตั้งอยู่เคียงข้างกัน ได้แก่ ศาลเจ้าซันโนอินาริ (Sanno Inari Shrine) และ ศาลเจ้าซารูตาฮิโกะ (Sarutahiko Shrine) ศาลเจ้าซันโนอินาริ: เป็นศาลเจ้าดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนพื้นที่นี้มาตั้งแต่ก่อนการย้ายศาลเจ้าฮิเอะมาที่นี่ โดดเด่นด้วยเสาโทริอิสีแดงจำนวนมากที่อยู่ใกล้ๆ ศาลเจ้าซารูตาฮิโกะ: บูชาเทพเจ้าแห่งการชี้นำทาง (Sarutahiko-no-kami) ซึ่งมักจะขอพรเกี่ยวกับการเริ่มต้นใหม่หรือการเดินทางให้ราบรื่น ศาลเจ้าแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่ตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางย่านธุรกิจอย่างนากาตะโจ (Nagatacho) และเป็นจุดที่ผู้คนนิยมมาขอพรเรื่องความสำเร็จในหน้าที่การงานครับ
เสาโทเรอิ
อุโมงเสาโทเรอิสีแดงคล้ายฟูชิมิอินาริแต่ขนาดเล็กกว่า
หอสมบัติ (Treasure Hall) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า **Hōmotsuden (寶物殿)** ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ **ศาลเจ้าฮิเอะ (Hie Shrine)** ในกรุงโตเกียวครับ ป้ายอักษรคันจิบนตัวอาคารเขียนว่า **「寶物殿」** (Hōmotsuden) อย่างชัดเจน โดยหอสมบัติแห่งนี้เป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงสมบัติล้ำค่าของศาลเจ้า เช่น ดาบคาตานะโบราณ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ต่างๆ
โจซุยะ (Chozuya) หรือ เทมิซุยะ (Temizuya) ซึ่งเป็นซุ้มสำหรับชำระล้างร่างกายและจิตใจก่อนที่จะเข้าไปสักการะเทพเจ้าภายในศาลเจ้าของญี่ปุ่นครับ อ่างน้ำหิน: ใช้สำหรับใส่น้ำสะอาดเพื่อให้ผู้มาเยือนใช้ล้างมือและบ้วนปาก กระบวย (Hishaku) วางอยู่บนอ่างน้ำสำหรับตักน้ำ
รูปปั้นมังกร: มังกรในความเชื่อของญี่ปุ่นและศาลเจ้าชินโตเป็นสัญลักษณ์ของ **\"เทพเจ้าแห่งน้ำ\"** หรือผู้ปกครองแหล่งน้ำ (Water Deity) การใช้มังกรที่ซุ้มน้ำสื่อถึงพลังแห่งความบริสุทธิ์และการชำระล้าง เนื่องจากมังกรมีความเกี่ยวข้องกับฝนและน้ำ จึงทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์และมอบน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้ที่มาทำพิธีชำระล้าง นอกจากนี้ยังเชื่อว่าช่วยป้องกันอัคคีภัยให้กับอาคารไม้ภายในศาลเจ้าด้วย
ทางเดินลงจากศาลเจ้า