Health Literacy Media Display
สังคมสูงวัย สงครามใหม่ของคนไทย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จัดทำโดย สสส (2019-10-06)

สังคมผู้สูงวัยคือวิกฤติที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งถือเป็นสงครามใหม่ของสังคมไทย

  1. คนที่จะเผชิญศึกใหญ่นี้คือคนที่อายุ 40-50 ปี เพราะอีก 10-20 ปีข้างหน้ารุ่นนี้จะเผชิญปัญหาผู้สูงอายุที่เพิ่มเป็น 1 ใน 3 ของประชากร
  2. โครงสร้างประชากร จะเปลี่ยนไปโดย
    1. ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในอีก 10-20 ปีจะเพิ่มเป็นหนึ่งใน 3 ของประชากร
    2. ส่วนวัยทำงานจะลดลง ทำให้คนจะจ่ายภาษีลดลง และภาษีที่ประเทศได้รับจะไมเพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุและการพัฒนาประเทศ
    3. เด็กจะลดลง เจอปัญหาคือ คนพร้อมไม่ท้อง เนื่องจากมองว่าลูกจะเป็นภาระ คนท้องไม่พร้อม ทำให้คุณภาพของเด็กในอนาคตอาจจะมีปัญหา
  3. การฝากความหวังว่าทางภาครัฐจะเข้ามาดูแลนั้น อย่าหวังมาก ต้องหวังพึ่งตนเอง และต้องเตรียมการตั้งแต่ยังไม่สูงอายุ เพราะเมื่อสูงอายุจะเตรียมตัวไม่เทัน

การเตรียมการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

  1. เมื่อก่อนอายุไขเฉลี่ยเมื่อแรกคลอดสั้น ใกล้ๆ 60 ปี จะมีชีวิตหลังเกษียณไม่นาน ปัจจุบันอายุไขเฉลี่ยเกือบ 80 ปี หรือเท่ากับเราจะต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 20 ปี จะหยุดทำงานหลังเกษียณไม่ได้ เนื่องจากเงินเก็บไม่พอถึง 20 ปี ถ้าจะมีดอกเบี้ยเดือนละ 2 หมื้น ก็ต้องมีเงินเก็บไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท การออมเงินต้องออมตั้งแต่เริ่มทำงาน ไม่ใช่่ออมเมื่อสูงอายุ ประเทศเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุใกล้เคียงกับประเทศในฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ต่างกันตรงที่ประเทศอื่นนั้น เขารวยก่อนแก่ แต่ประเทศไทย แก่ก่อนรวย ทำให้มีปัญหามาก
  2. ประชากรวัยทำงาน คนงานมี 37 ล้านคน แบ่งได้เป็น
    1. ข้าราชการมีประมาณ 2 ล้านคนเป็นกลุ่มที่มีระบบบำนาญที่ดีที่สุด ของประเทศ แต่กลุ่มนี้ก็มีเพียง 5% เท่านั้น
    2. แรงงานในระบบประกันสังคม 15 ล้านคน แม้จะมีระบบการออม แต่ในอีก 10-20 ปี กองทุนดังกล่าวจะไม่เพียงพอ
    3. แรงงานนอกระบบ 20 ล้านคน กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงเนื่องจากไม่มีระบบใดๆในการรองรับ

ปัญหาของผู้สูงอายุ

  1. ด้านเศรษฐกิจ ต้องรู้จักออมเมื่อเริ่มทำงาน โดยเปลี่ยนวิธีคิดคือ เอารายได้เป็นตัวตั้ง แล้วจะออมเท่าไร ก่อนที่เหลือจึงเป็นรายจ่าย โดยการออมนั้นนอกจากออมด้วยเงินแล้ว ชาวบ้านยังสามารถออมด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น
    1. ออมด้วยต้นไม้ด้วยการปลูกป่า พอหยุดทำงานต้นไปเป็นสินทรัพย์ เป็นบำนาญชีวิต หรือจะออมด้วยสินทรัพย์อื่นๆ เช่นออมด้วยวัว เป็นต้น
    2. การสร้างระบบบังคับการออม (Force Saving) เนื่องจากการออมเองลำบาก รัฐควรจัดระบบบังคับการออม เช่นเก็บภาษี VAT ขณะนี้ 7% ถ้าเก็บ 10% โดยเข้าหลวง 7% ส่วนที่เหลือเป็นการออมโดยในนามของคนนั้นๆ โดยรัฐอาจจะมีระบบจูงใจด้วยการสบทบเพิ่ม ซึ่งถ้าทำอย่างนี้แล้วจะทำให้มีเงินออมเหมือนเป็นบำนาญรายเดือนให้กับประชาชน ให้เปลี่ยนแนวคิดว่าจะต้องทำงานไปตลอด เพราะยิ่งทำงานยิ่งสุขภาพดี การขยายอายุการทำงานต้องไม่ขยายอายุเกษียณเท่าๆกันหมด แต่เพิ่มเฉพาะกลุ่มที่คนใช้ความชำนาญ
  2. ด้านสภาพแวดล้อมเพื่อรองรับผู้สูงอายุ คนสูงอายุถ้าหกล้ม เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะแพงกว่าการปรับสภาพแวดล้อม เพื่อรองรับทั้งผู้สูงอายุและคนพิการ ในห้องน้ำเป็นสถานที่เสี่ยง ต้องมีราวจับ ไม่มี step หรือฝึกการล้ม เพื่อให้ล้มแล้วไม่กระดูกหัก
  3. ด้านสุขภาพ ต้องเปลี่ยนแนวคิด ธรรมชาติคนคือ เกิด แก่ เจ็บ แล้วตาย จะทำให้อย่างไร ที่จะทำให้ช่วง แก่ เจ็บ ให้สั้นที่สุดก่อนตาย เนื่องจาก 6 เดือนสุดท้ายก่อนตาย จะใช้เงินออมของลูกหลานไปอย่างมาก สุดท้ายก็เยื้อชีวิตไปไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือ
    1. ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สร้างนำซ่อม
    2. พัฒนา Intermediate Care เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในช่วงกลาง หลังจากผ่าตัด หรือผ่านวิกฤต ไปแล้ว โดยสร้างศูนย์ฟื้นฟูดูแลผู้สูงอายุเพื่อรองรับหลังจากจำหน่ายจาก รพ.แต่ยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้าน เน้นกิจกรรม 1.กายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย/ฝังเข็ม กิจกรรมบำบัด ศูนย์นี้เน้นเอาญาติ มาช่วยฝึก และช่วยฟื้นฟู และเมื่อกลับบ้านก็นำความรู้ไปดูแลที่บ้านต่อด้วย การดูแลของศูนย์นี้ เน้น 3 ก. คือ
      1. ก่อนไป รพ. บางคนสามารถฟื้นฟุได้ โดยไม่ต้องไป รพ.เพื่อให้ไปแน่น รพ.
      2. ก่อนป่วยซ้ำ การให้กลับบ้านโดยทันทีภายหลังจากจำหน่ายจาก รพ. พบว่าต้องกลับมาด้วยโรคเดิมหรือโรคใหม่ภายหลัง ศุนย์ฟื้นฟูนี้จะฟื้นฟูสภาพให้ดีพอก่อนกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ต้องป่วยซ้ำจนต้องไป รพ.อีก
      3. ก่อนตาย มีระบบการฝึกให้คนก่อนตายได้ตายอย่างสงบ
    3. ระบบ Long Term Care ในกลุ่มติดบ้าน ติดเตียง ต้องมีอาสาสมัครที่่ผ่านการอบรม ไปดูแลที่บ้่านโดยมีกำหนดการดูแลที่แน่นอน
  4. ด้านชุมชนและสถาบันในชุมชนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย ระบบสังคมในชนบทดีกว่าในเมือง การรวมตัวของผู้สูงอายุในการทำกิจกรรม ร่วมกับ รพ.สต. อสม. รพช. วัด โรงเรียน เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นพลัง โรงเรียนน่าเป็นศูนย์รวมในการสร้างสุขและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้กับผู้สูงอายุ ให้เกิดการช่วยเหลือกันเองให้มากที่สุด ลดการพึ่งพิง

บทบาทของสื่อ

สื่อต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน Social media คนรับสื่อคือกลุ่มหนึ่งที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถที่จะรับสื่อ Social media ได้ ต้องคิดว่าจะใช้สื่อดั้งเดิม เช่น สื่อพื้นบ้าน พระก็เป็นสื่อ หมดลำ ลิเก หนังตะลุง มะโนรา ซึ่งถ้ากลุ่มนี้เข้าใจ สื่อดั้งเดิมเหล่านี้จะสร้างความเข้าใจให้กับอีกกลุ่มเป้าหมายได้ดี โดยเรียนรู้จากเขา ว่า เขาคือใค คิดอย่างไร เขาตื่นตัวมากแค่ไหน โดยทำให้ตระหนกก่อน แล้วหาหลักฐานเพื่อยืนยัน ซึ่งจะตามมาด้วยความตระหนัก จากนั้นถึงจะมาหาแนวทางในการแก้ปัญหาผู้สูงวัยร่วมกัน