Health Literacy Media Display
กระดูกบางกระดูกพรุน วิธีป้องกันและรักษา
นพ.ธนีย์ ธนียวรรณ (2024-07-18)
  1. กระดูกพรุนเป็นโรคที่มวลกระดูกลดน้อยลงในระดับที่ทำให้กระดูกหักได้ง่าย เป็นในหญิงมากกว่าชาย ในหญิงอายุมากกว่า 50 ปี มีโอกาสเกิดร้อยละ 30 ส่วนชายมีโอกาสเกิดร้อยละ 20 การหักทำให้ผู้สูงอายุเตี้ยลง และถ้าล้มจะทำให้กระดูกสะโพกหัก ซึ่งในผู้ที่กระดูกสะโพกหัก มีโอกาสเสียชีวิตหลังจากกระดูกหักประมาณร้อยละ 25 รวมถึงเกิดผลแทรกซ้อน เช่นเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำ จากนั้นหลุดไปที่ปอด
  2. มวลกระดูกจะสูงสุดในช่วง 20-30 ปี จากนั้นอัตราการเกิดกระดูกใหม่จะน้อยกว่าจำนวนกระดูกที่ตาย ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่
    1. หญิงที่หมดประจำเดือนเร็ว คือก่อน 45 ปี โดยเฉพาะในรายที่ตัดรังไข่ออก
    2. คนผอม
    3. คนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนมาก่อน
    4. โรคประจำตัว เช่น โรครูมาตอย SLE HIV/AIDS รวมถึงยาที่รักษา HIV บางตัวจะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
    5. ยาบางตัว Omeprazole ถ้ากินเป็นเวลานาน , ยา steroid ที่กินมากกว่า 2-3 เดือนขึ้นไป (ในรายที่รักษา autoimmune) Aromatase inhibitor เพื่อรักษามะเร็งเต้านม กินยาละลายลิ่มเลือดเช่น warfarin ยา GNRH antagonist เช่น Endometriosis ที่รักษาปวดประจำเดือนมากๆ ยากันชัก
  3. ถ้ามีความเสี่ยงในข้อ 2 ก็ควรไปรับการตรวจมวลกระดูก
  4. วิธีการป้องกันได้แก่
    1. การออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกาย จะป้องกันการเสียมวลกระดูก
    2. อาหารที่อุดมด้วย Calcium ได้แก่ นม ถั่ว งา โดดแดดเวลาเช้าเพื่อร่างกายสังเคราะห์ Vit D
    3. งดการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
  5. การตรวจมวลกระดูก แนะนำให้ตรวจ Dexa Scan ในรายที่อายุมากกว่า 50 ปี โดย
    1. คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี วัดที่กระดูกสันหลัง สะโพก ข้อมูล ถ้ามีค่าใดค่าหนึ่ง t-score < -2.5 เป็น Osteoporosis -1 ถึง -2.4 เป็น Osteopenia
    2. คนที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี และมีความเสี่ยงในข้อ 2 ใช้ z-score ในทางปฏิบัติ z-score <-2 แสดงว่ามีกระดูกพรุน
  6. การรักษากระดูกบางและกระดูกพรุน
    1. ถ้ากระดูกพรุนให้ตรวจระดับ Vit D ก่อน
      1. ถ้าต่ำ < 30 ให้ dose สูงก่อน 5 หมื่น IU อาทิตย์ละครั้ง 8 อาทิตย์และนัดมาตรวจ Vit D ใหม่ ถ้าปกติแล้วให้กินแบบเม็ดที่มีขนาดต่ำลง และกินทุกวัน
      2. ถ้าไม่ต่ำ > 30 ไม่จำเป็นต้องกิน vit D ขนาดสูง ให้กิน 800 IU วันละครั้งก็พอ และ Calcium carbonate 1000-1200 มก/วัน (รวม Calcium ในอาหารประจำวันแล้ว ถ้ากินเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องกิน calcium ก็ได้)
    2. Case ที่เร่งด่วนที่ต้องเพิ่มมวลกระดูกได้แก่
      1. มีกระดูกหัก
      2. T-score < 3
      3. มีฟันผุที่ยังไม่ได้แก้ไขหรือไม่ เพราะยาบางตัว ถ้ามีแล้วรักษาอาจเกิด Jaw osteonecrosis ได้ ซึ่งเป็นภาวะที่รักษายาก
      4. โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง เพื่อประกอบการรักษา
    3. ยาประกอบด้วย
      1. Antiresorbtive ลดการสลาย
      2. Anabolic เพิ่มการสร้างมวลกระดูกที่เร็วกว่า anti resorbtive
    4. Anti resorptive
      1. Bisphosphonate ไปยับยั้ง osteoclastic Activity มียา alendronate (Fosamax) กินทุกอาทิตย์ ibandonate(Boniva) มีทั้งแบบฉีดและกินทุกเดือน และ Residonate(Actonel) ฉีดปีละครั้ง (ต้องแน่ใจว่าไม่มี Calcium ผิดปกติ จึงต้องกิน calcium เสริม ) โดยกลุ่มนี้ให้ใช้ไม่เกิน 5 ปี หลังจากนั้นควรหยุด ข้อควรระวัง ถ้ามีปัญหาเรื่องฟัน ให้จัดการเรื่องฟันก่อน ถ้า GFR<30-35 จะไม่ให้ยากลุ่มนี้ คนที่มีกรดไหลย้อนและมีการผ่าตัดเพื่อลดความอ้วน ไม่ควรใช้ เพราะจะทำให้เกิดโรคที่แผลที่ลำไล้ ต้องกินตอนท้องว่าง และกินน้ำมากๆ และไม่ให้นอนราบหลังกิน บางคนอาจมีปัญหาปวดกระดูกไป 2-3 วันแล้วจะหายไป ถ้าไม่หายอาจพิจารณาเปลี่ยนยา
      2. Denoszumab เป็นยาที่ไปจับกับ RANK ligan ซึ่งถูกปล่อยออกมาจาก osteoblast ซึ่งไปจับกับ osteoclast ให้ได้กับคนที่เป็นโรคไต ส่วน side effect อื่นๆเหมือน bisphosphonate เช่นปวดกระดูก บางครั้งการให้ steroid ก่อนฉีดยากลุ่มนี้ก็สามารถลดอาการปวดกระดูกไปได้ หรือให้ยา antihistamine เช่น atarax ก็สามารถลดอาการได้เหมือนกัน ฉีดทุก 6 เดือน และต้องฉีดตรงเวลาสม่ำเสมอ เพราะถ้าไม่ตรงเวลา จะทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว และต้องใช้ตลอดชีวิต เพราะถ้าหยุดใช้จะทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างมาก ต้องอธิบายเพื่อทำความเข้าใจในตอนแรกก่อน
    5. Anabolic agent
      1. Teriparatide เป็นยาสังเคราะห์ที่เลียนแบบ Parathyroid hormone ต้องฉีดทุกวัน และไม่เกิน 2 ปี หลังจากนั้นต้องไปใช้ยากลุ่มอื่น side effect ทำให้ Calcium สูงให้ระวังคนที่เป็นนิ่ว และดูว่ามีปัญหาของกระดูกหรือไม่ ถ้ามีปวดกระดูกบริเวณที่หน้าแข้งหรือต้นขา ซึ่งเรียกว่า Atypical femur fracture
      2. Abaloparatide a synthetic peptide analog of parathyroid hormone-related protein (PTHrP) ต้องฉีดทุกวัน ผลข้างเคียงคล้ายๆกับ teriparatide ทำให้ uric สูงขึ้น และทำให้เกิด osteosarcoma ได้ พวกที่เป็นมะเร็งกระดูกหรือโรคกระดูกมาก่อนไม่ควรใช้
      3. Romosozumab is an FDA-approved humanized monoclonal antibody sclerostin inhibitor used to treat osteoporosis in postmenopausal women at high risk of fracture, ฉีดทุกเดือน เพิ่มมวลกระดูกได้เร็วที่สุด ใช้ได้ภายใน 1 ปี และหลัง 1 ปีแล้วไม่ได้ผล ในรายที่เป็น ASCVD ไม่ควรใช้โดยเด็ดขาด