Health Literacy Media Display
ถอดบทเรียนความสำเร็จของโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม
นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล (2026-06-21)
  1. โครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านมเป็นโครงการ 5 ปี (2556-2560) เป็นโครงการร่วมระหว่างกรมอนามัยกับมูลนิธิถันยรักษ์ ประธานโครงการคือ นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ โดยในปี 2556 ได้ดำเนินการใน 21 จังหวัดครอบคลุมทุกเขตในประเทศไทย ทำการขึ้นทะเบียนสตรีจำนวน 1.9 ล้านคน โดยมีวัตถุประสงค์ให้สตรีกลุ่มเป้าหมายตรวจตนเองสม่ำเสมอร้อยละ 80 ขึ้นไป พบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก (ไม่เกิน 2 ซม) ร้อยละ 40 ขึ้นไป พบมะเร็งระยะแรก (ไม่เกินระยะ 2) ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลวิธีคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอบรม อสม. เพื่อให้ อสม.ไปฝึกทักษะสตรีในละแวกบ้านที่ อสม.รับผิดชอบ พร้อมแจกสมุดบันทึกการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ทุกเดือนจะติดตามการตรวจเต้านมด้วยตนเองจากสมุดบันทึกแล้วส่งข้อมูลให้ สถานบริการปฐมภูมิ(รพสต.) ทำการบรรทุกผ่าน web ถ้าติดตามไปข้างหน้าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ก็จะทำการบันทึกข้อมูลผ่าน web โดยเช็คเลข 13 หลักว่าอยู่ในกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น จากการติดตามจนถึงปี 2560 พบเป็นมะเร็งเต้านม 2,956 ราย ซึ่งในรายที่ป่วยได้เก็บข้อมูล การตรวจเต้านมด้วยตนเองในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา วันที่วินิจฉัย ขนาดก้อนและผลตรวจชิ้นเนื้อ ระยะของมะเร็งเต้านม สถานะมีชีวิตหรือเสียชีวิต ในรายที่เสียชีวิตระบุวันที่เสียชีวิตเพื่อหาอัตรารอดชีพ ได้สรุปผลการศึกษาและเขียนเป็นงานวิจัย ส่งตีพิมพ์ในวารสาร Breast Journal ตีพิมพ์ในปี 2562 สรุปว่า กลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเอง พบก้อนมะเร็งเต้านมขนาดเล็ก มะเร็งระยะแรก และอัตราการรอดชีพ สูงกว่ากลุ่มที่ตรวจเต้านมไม่สม่ำเสมอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งตรงกันข้ามกับการศึกษาเดิมของ National Cancer Institute (NCI) ของ USA ที่ระบุว่า การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ไม่สามารถลดอัตราการตาย แต่กลับเพิ่มความวิตกกังวลและการตรวจวินิจฉัยเกินความจำเป็น การวิจัยนี้ทำให้ประเทศไทยใช้การศึกษานี้ในการอ้างอิงแทนการศึกษาของ NCI และต่อมา NCI ก็ยอมรับว่าการศึกษาของตนนั้น Internal Valid fair ส่วน External Valid Poor
  2. เมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2560 จึงตัดสินใจขยายไป phase 2 ต่ออีก 5 ปี คือ 2561-2565 โดยใช้ทรัพยากรจากพื้นที่เป็นหลัก ส่วนกลางสนับสนุนเฉพาะเรื่องวิชาการ โครงการดำเนินการได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งในปี 2563 เกิดโควิด-19 ระบาด ทำให้การดำเนินการพื้นที่เพื่อไปฝึกอบรม หรือ การนิเทศติดตาม onsite ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงปรับกระบวนการทำงาน โดยพัฒนา App เพื่อใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการทำงานเพื่อทดแทนวิธีการเดินที่ดำเนินการ Onsite โดย App ทั้งหมดพัฒนาโดยบุคลากรของกรมอนามัย โดยไม่ได้ outsource จ้างบริษัทภายนอก เพื่อให้สามารถพัฒนา App เพื่อให้ตรงกับความต้องการของบุคลากรสาธารณสุขหน้างาน ที่รับเสียงสะท้อนทางตรงจากกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ App โดย App ที่พัฒนาขึ้นได้แก่
    1. BSE App เป็น App ออกแบบไว้ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสอนวิธีการใช้ App แก่ อสม. เพื่อให้ อสม.ไปจับมือสอนสตรีในละแวกบ้านที่ตนรับผิดชอบในการใช้ App ต่อไป โดยให้สตรีกลุ่มเป้าหมาขึ้นทะเบียนผ่าน App และบันทึกการตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดย App จะรวบรวม video ความรู้ และวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างละเอียด และถ้าบันทึกว่าตรวจพบความผิดปกติ ข้อมูลจะเชื่อมโยงไปสถานบริการปฐมภูมิ (รพสต.) ที่ตั้งอยู่ในตำบลของผู้ขึ้นทะเบียน (เฉพาะในรายที่ยินยอมให้เชื่อมโยงที่จะขออนุญาตก่อนทุกครั้งที่ Login เข้าระบบ) เพื่อติดตามมารับการตรวจยืนยัน ถ้าตรวจยืนยันพบผิดปกติ ก็จะส่งต่อ และติดตามจนทราบผลการวินิจฉัย เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA จึงใช้ลำดับเลข ID เพื่อระบุตัวบุคคล โดยไม่มีการบันทึกเลข 13 หลัก เบอร์โทรศัพท์ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลจนไม่กล้าสมัครเป็นสมาชิกของ App และยกเลิกการบันทึกรายละเอียดของมะเร็งเต้านมในรายที่เป็นมะเร็งเต้านม) ตั้งแต่ 1 มิย.63 ที่เริ่มใช้ App จนถึงปัจจุบันมีผู้สมัครขึ้นทะเบียนใหม่ 8.7 แสนราย จำนวนครั้งของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง 2.3 ล้านครั้ง ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ตรวจเต้านมสม่ำเสมอ ร้อยละ 40.7 ร้อยละของจำนวนครั้งที่ตรวจพบความผิดปกติเท่ากับ 0.14 App นี้มีการปรับเปลี่ยนหลายครั้งเพื่อสนองความต้องการของพื้นที่ดังนี้
      1. ในปี 2565 เพิ่มการคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื่องจากเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในสตรีไทยและอยู่ในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
      2. ในปี 2568 เพิ่มการคัดกรองสุขภาพ ได้แก่ ประวัติเสี่ยง (สูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ ประวัติญาติสายตรงเป็นโรคต่างๆ น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบเอว ผล Lab ได้แก่ ค่าไขมัน น้ำตาล การทำงานของไต ข้อมูลทั้งหมดจะนำไปเข้าสมการเพื่อหาความเสี่ยง เช่นโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้า (Framingham 10 year risk) โอกาสการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งค่าดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อการรักษา หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้ App BSE สามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง และได้เปลี่ยนชื่อเป็น BSE plus (Health Screening)
    2. E Learning เพื่ออบรม on line เดิมมี 2 หลักสูตร คือ มะเร็งเต้านมรู้เร็วรักษาได้ สำหรับบุคคลทั่วไป Breast Cancer Care Manger สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และปรับปรุงตามคำร้องขอ ให้ลดความยาก และลดการอ่าน โดยทำเป็น Video ในรูปบทสนทนาประกอบภาพ ในชื่อหลักสูตร บทสนทนามะเร็งเต้านม ถ้าทำทุก Topic และคะแนนรวมตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไปถือว่าผ่านการประเมิน สามารถ Print ใบประกาศนียบัตร ผ่าน App จนถึงปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใน 3 หลักสูตร จำนวน 20,012 ราย ผ่านการประเมิน 10,386 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 ปัจจุบันจึงไม่มีการอบรม onsite ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการอบรมอย่างมาก
    3. BSE Monitor เป็น App ที่ดึงข้อมูลหลังบ้านมาทำการประมวลผล เพื่อให้การตัดสินใจในระดับต่างๆถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Decision) ทำให้สามารถแจกแจง จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้ App ,จำนวนครั้งของตรวจเต้านมด้วยตนเอง ,ร้อยละของการตรวจเต้านมสม่ำเสมอ , ร้อยละของจำนวนครั้งที่ตรวจพบความผิดปกติ จำแนกรายเขต จังหวัด อำเภอ และตำบลได้แบบ real Time ฐานข้อมูลการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และผลการตรวจเป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติใช้ฐานข้อมูลจำนวนครั้งของการตรวจเต้านมพบความผิดปกติ ไปใช้ในการคำนวณงบประมาณในสิทธิประโยชน์ของการคัดกรองมะเร็งเต้านม
    4. BSE ราชภัฎ เนื่องจากทางโครงการทำโครงการกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงได้เขียน App นี้ขึ้น เพื่อให้มหาวิทยาลัยดึงข้อมูลหลังบ้าน เฉพาะที่อยู่ในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเท่านั้น โดยใช้แนวคิดเดียวกับ BSE Monitor
    5. BSE Survey (รูปที่ 22-24)เพื่อใช้สำรวจ ร้อยละการตรวจเต้านมสม่ำเสมอ และร้อยละที่ตรวจแบบคุณภาพ(ใช้คำถาม 9Q) ได้ทำการสำรวจในปี 2566 โดยให้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแบบวิธีการสุ่มข้อมูลและ Sample size เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำการสำภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม จากนั้นส่งข้อมูลไปให้ศูนย์อนามัยเขตทำการบันทึกข้อมูลผ่าน App BSE Survey โดย App นี้จะทำการประมวลผลทางสถิติที่ไม่ซับซ้อน (Frequency , Cross Tab เพื่อหา Chi Square , Risk ,Linear and logistic Regression)แบบ Real Timeโดยไม่ต้อง Export มาทำการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรมทางสถิติ ซึ่ง App BSE Survey สามารถให้ประเมินด้วยตนเอง online เลยก็ได้ โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ทำการสัมภาษณ์
  3. แม้โครงการจะจบ Phase 2 ในปี 2565 โดยส่งมอบให้พื้นที่ไปดำเนินการต่อในลักษณะงานประจำ แต่การใช้ App ต่างๆก็ดำเนินการต่อเนื่องได้ แต่ตัวเลขจำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกใหม่ และจำนวนการครั้งการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่าน App ลดลง ซึ่งจากวิเคราะห์สาเหตุเนื่องจากการเกษียณอายุของทั้งเจ้าหน้าที่ และ อสม.ที่เคยดำเนินโครงการ ซึ่งทางกรมฯมีแผนที่จะทำการ Booster เหมือนการได้รับวัคซีนที่ต้องมีเข็ม Booster โดย Lesson Learn จากการทำโครงการนี้คือ
    1. App คือเครื่องมือ (Tools) เพื่อทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร ผู้พัฒนา App ต้องตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของโครงการและตอบโจทย์ความต้องการของ Users ทั้งในระดับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและประชาชนที่ใช้ App และต้องวิเคราะห์ว่าใครคือตัวกลางระหว่าง App กับ End users เพื่อสนับสนุนโดยจับมือสอนชาวบ้านให้สามารถเข้าถึง App และใช้ App ได้ กล่าวโดยสรุป App ที่ Perfect สู้ผู้สนับสนุนที่ perfect ไม่ได้
    2. แบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ระดับบริหาร ระดับปฏิบัติ) อสม. ท้องถิ่น ท้องที่ และประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการออกแบบการฝึกอบรม ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ
    3. การดึงข้อมูลหลังบ้าน เพื่อทำการวัด วิเคราะห์ และจัดการความรู้ แล้วคืนข้อมูลให้พื้นที่ เพื่อใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจ (Data Driven Decision) เพื่อนำไปปรับกระบวนการ หรือปรับยุทธศาสตร์ หรือปรับนโยบาย นอกจากนี้การนำข้อมูลจากโครงการที่ออกแบบมาอย่างดีก่อนดำเนินการ จะสามารถสร้างงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ จนเกิด Impact ในการกำหนดนโยบายระดับชาติได้
    4. การเปลี่ยน Process จาก Onsite มา Online ลด Cost ไปอย่างมาก ก่อนหน้านั้นการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม onsite ต้องเสียค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร จำนวนมากและไม่สามารถเชิญผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยน Process เป็น online นั้นมีต้นทุนต่อหัวต่ำกว่าอย่างมาก