ปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยใดๆที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเต้านม ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การค้นพบมะเร็งในระยะแรกให้เร็งที่สุด หรือค้นพบในขณที่มะเร็งยังไม่กระจายออกจากเต้านม ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ (The best protection is early detection : การป้องกันที่ดีที่สุดคือการค้นพบให้เร็งที่สุด)

ระยะแรกไม่มีอาการอะไร คลำก้อนไม่ได้ จนตรวจพบด้วยการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม หรือที่เรียกว่าแมมโมแกรม (Screening Mammogram) ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ (90%) มักจะคลำก้อนได้ ซึ่งแสดงว่าเป็นมาแล้ว 1-2 ปี แค่การที่คลำก้อนได้ไม่ได้หมายความว่า ก้อนที่คลำได้ทุกก้อนจะเป็นมะเร็งเสมอไป เพียง 15-20% ของก้อนที่คลำพบได้เท่านั้นที่เป็นมะเร็งเต้านม ผู้เป็นมะเร็งเต้านมบางส่วน (10%) ไม่มีก้อน แค่มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังหรือหัวนม เช่น บุ๋ม นูน หรือเปลี่ยนสี หรือมีเลือดออกจากหัวนม ดังนั้นการดูแลป้องกันมะเร็งเต้านม จึงมี 3 ขั้นตอนด้วยกัน เราเรียกว่าแผนดูแลสุขภาพเต้านม 3 ขั้นตอนได้แก่

  1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยการคลำ และการดูผิวหนังและหัวนม (ดูแผ่นพับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง)
  2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ผู็เชี่ยวชาญ
  3. การถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม หรือแมมโมแกรม (Mammogram)

อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมร่วมกับการตรวจแมมโมแกรม แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถใช้คัดกรองมะเร็งเต้านมแทนแมมโมแกรมได้ ขณะนี้ศูนย์ถันยรักษ์ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อใช้เครื่อง Automate Breast Ultrasound (ABUS) ในการคัดกรองมะเร็งเต้านม

การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมในหญิงที่ไม่มีอาการทางเต้านมนับว่ามีประโยชน์มาก เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก ซึ่งมีผลการวิจัยที่ระบุชัดเจนว่า การพบมะเร็งตั้งแต่เริ่มแรกช่วยทำให้การรักษาได้ผลดี เพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้สูงขึ้นในประเทศไทย ศ.ดร.พรชัย โอเจริญรัตน์ ศัลยแพทย์สาขาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาระหว่างปี พ.ศ.2546-2554 ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 1 ,2 และ 3 ทุกรายได้รับการผ่าตัดที่ รพ.ศิริราชและได้รับการรักษาเสริมครบถ้วนตามที่วางแผนไว้ คำนวณอัตราการรอดชีวิตและการกลับเป็นซ้ำที่ 5 ปี และ 10 ปี จำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 3,435 ราย อายุเฉลี่ย 51 ปี (24-86 ปั) ก้อนมะเร็งขนาดเฉลีย 26.1+/- 16.2 มม. มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง 42.4% ผู้ป่วยเกือยทุกรายได้รับการรักษาเสริมด้วยยา (96.2%)

หัวข้อ ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ระยะที่ 3
จำนวนผู้ป่วย 32% 47% 21%
อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี 97.2% 92.1% 83.7%
อัตราการรอดชีวิตที่ 10 ปี 95.9% 84.0% 71.4%

ตารางเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม รพ.ศิริราช ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ

ระยะ รพ.ศิริราช สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
ระยะที่ 1 97.2% 98.0% 95.1%
ระยะที่ 2 91.0% 93.0% 90.3%
ระยะที่ 3 83.7% 72.0% 65.6%

ในประเเทศสหรัฐอเมริกาได้แนะนำให้ผู้หญิงตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปี และตรวจทุกๆ 1-2 ปี
ที่ศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช ได้แนะนำให้มีการตรวจเป็นมาตรฐานดังนี้

  • อายุ 20 ปีขึ้นไปเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน (ในช่วงอายุนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจแมมโมแกรม)
  • อายุ 35 ปี ควรตรวจแมมโมแกรมเป็นพื้นฐาน และควรตวจทุกๆ 2 ปี
  • อายุ 40 ปี ควรตรวจแมมโมแกรมทุก ปี
  • อายุ 55 ปี ควรตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี
** สำหรับผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม หรือความเสี่ยงอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจะต้องตรวจแมมโมแกรมเร็วกว่าปกติ

การตรวจแมมโมแกรมในปัจจุบัน ทำได้ดีกว่ามาก หากเปรียบเทียบกับการตรวจแมมโมแกรมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เนื่องจาก

  1. เครื่องแมมโมแกรมที่ใช้มีการพัฒนาจากเครื่อง Analog เป็น Digital ทำให้ได้ภาพที่มีความคมชัดมากขึ้น แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
  2. จำนวนรังสีที่ใช้ลดน้อยลง และมีมาตรฐานมากขึ้น
  3. เทคนิคและวิธีการถ่ายทำมีการพัฒนา รวมทั้งวิธีการกดไม่เจ็บเหมือนในอดีต

การบีบหรือกดเต้านมในการตรวจแมมโมแกรม ไม่ได้เป็นสาเหตุหรือกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม หริอทำให้มีการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมหากมีก้อนในเต้านม การตรวจแมมโมแกรมมีความจำเป็นต้องกดเต้านม เพื่อให้เนื้อเต้านมแผ่กระจาย เวลาถ่ายแมมโมแกรมจะได้เห็นสิ่งผิดปกติได้อย่างชัดเจน การกดทำให้รู้สึกเจ็บตอนกดเท่านั้น ทางศูนย์ถันยรักษ์ได้สอบถามผู้มาตรวจ 60,000 ราย ได้รับคำตอบว่าเจ็บแต่ทนได้ 98%

การใช้รังสีในการตรวจแมมโมแกรมนั้น ปริมาณรังสีที่ผู้มาตรวจได้รับน้อยมากหากเทียบกับรังสีที่อยู่รอบๆตัวเรา องค์การปรมณูระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IAEA) ได้กำหนดปริมาณรังสีสำหรับแพทย์ และนักรังสีแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้รังสีต้องไม่เกิน 20 mSv ต่อครั้ง (ถ่ายครั้งละ 2 ภาพ) และด้วยเครื่องแมมโมแกรมปัจจุบัน ส่วนมากจะไม่ถึง 1.44 mSv ต่อครั้ง

เนื่องจากยังไม่มีการวิจัยใดสรุปชี้ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม ดังนั้นศูนย์ถันยรักษ์จึงแนะนำว่า ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงและให้ปฏิบัติตามแผนดูแลเต้านม 3 ประการคือ

  1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Brest Self Examination) เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นประจำทุกเดือน ด้วยวิธีที่สมาคมมะเร็งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Association) แนะนำ คือ 3 นิ้ว 3 สัมผัส (Triple Touch) เพื่อให้รู้จักธรรมชาติและความปกติของเต้านมของตนเอง หากพบมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจะได้รีบไปพบแพทย์
  2. การตรวจคลำโดยแพทย์ (Clinical Brest Examination หรือ CBE) เมื่อไปตรวจร่างกายประจำปี
  3. การคัดกรองด้วยแมมโมแกรม (Screening Mammgoram) เมื่ออายุ 35 ปีเป็นพื้นฐาน (base line) และตรวจทุกปีเมื่ออายุ 40 ปี

ผู้มาตรวจที่มีการเสริมเต้านมสามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้เหมือนผู้หญิงทั่วไป คือตรวจเต้านมด้วยตนเอง ตรวจโดยแพทย์ หรือการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อการเสริมเต้านม โดยศูนย์บริการตรวจแมมโมแกรม จะมีวิธีการถ่ายแมมโมแกรมพิเศษสำหรับผู้ที่เสริมเต้านมโดยเฉพาะ

อาการเจ็บเต้านมเป็นอาการที่พบบ่อย มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเต้านมที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศหญิงตามรอบเดือน (Cuclic breast pain) ซึ่งมักจะพบอาการดังกล่าว 3-5 วันก่อนมีประจำเดือน และอาการมักหายไปได้เองหลังหมดประจำเดือน โดยไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ ส่วนอาการเจ็บที่ไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน (Non Cyclic Breast Pain) เป็นอาการที่พบได้น้อยกว่า อาจมีสาเหตุจากกระดูกอ่อนอักเสบ (Costrochondritis) หรือได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระแทก หรือกล้ามเนื้ออักเสบ ส่วนสาเหตุที่พบได้ในเต้านม คือถุงน้ำ (cyst) หรือก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Firboadenoma) ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยมีอาการเจ็บที่เต้านมที่ไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายหาสาเหตุที่รักษาได้

ในผู้หญิงที่อายุน้อยมักมีความหนาแน่นของเต้านมสูงซึ่งภาพที่ได้จากการตรวจแมมโมแกรมมักขาวทึบ ทำให้วินิจฉัยยาก ดังนั้นจึงแนะนำให้ตรวจอุลตราซาวด์ก่อน หากมีข้อสงสัยแพทย์จะแนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมเพิ่มเติม

มีโอกาส ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ชายเป็นมะเร็งเต้านม 1.3 คน ต่อประชากร 100,000 8o คิดเป็นปีละ 2000 คน ถ้าคิดเป็นอัตราส่วนของผู้ป้วยเป็นมะเร็งเต้านมทั้งหมดจะพบมะเร็งเต้านมในเพศชาย 0.7 % (มะเร็งเต้านมในเพศหญิง 99.3%)

อาการคันหัวนม สาเหตุหนึ่งเกิดจากที่ผิวแห้ง หรือติดเชื้อ แต่อาจจะเกิดจากมะเร็งได้ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นสีแดงและเป็นแผลที่หัวนมร่วมด้วย ให้รีบปรึกษษแพทย์

การถูกจับบ่อยๆ การถูกกระแทกแรง หรือการกดเต้านมเพื่อตรวจแมมโมแกรมไม่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

สามารถทำได้ตามเกณฑ์อายุที่กำหนดเหมือนผู้หญิงทั่วไป เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ถูกฝึกมาดีแล้ว จะมีความชำนาญในการถ่ายแมมโมแกรมพิเศษสำหรับผู้หญิงที่เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนร่วมกับการทำอุลตราซาวด์เพื่อค้นหามะเร็ง

เรื่องนี้มีบทความในต่างประเทศหลายฉบับที่ระบุชัดเจนว่า การตรวจแมมโมแกรมไม่ทำให้ก้อนที่อยู่ในเต้านมแตก

ไม่เกี่ยวข้องกัน ในสหรัฐอเมริกาก็มีการยืนยันเรื่องนี้แล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกัน

การมีน้ำออกจากหัวนมนั้น ต้องพิจารณาว่า ถ้าเป็นเลือด 10% อาจเป็นมะเร็งได้ ถ้าเป็นน้ำสีอื่นๆ ไม่มีอันตราย กรณีที่มีน้ำออกจากหัวนมในช่วงที่ไม่ได้ให้นมบุตรต้องพบแพทย์ เพราะเนื้องอกในสมองชนิดเหนึ่งทำให้เกิดอาการนี้ได้

หินปูนไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารแต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อในเต้านมตนเอง

ได้เหมือนกัยผู้หญิง แต่จะทำเมื่อมีอาการทางเต้านมหรือแพทย์ส่งตรวจ

ถ้าเป็นถุงน้ำธรรมดา (Simple Cyst) ไม่อันตราย ไม่เป็นมะเร็ง ไม่ต้องทำอะไร แต่แพทย์จะเจาะน้ำออกให้ในกรณีที่ผู้มาตรวจมีอาการเจ็บ แดง หรือมีขนาดใหญ่มากขึ้น

ก้อนเนื้อธรรมดาไม่ต้องผ่าตัดออก ก้อนเนื้อบางชนิดอาจโตขึ้นได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกและจะไม่กลายเป็นมะเร็ง ก้อนเนื้อส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เรียกว่า Firboadnoma ถ้ามีก้อนเล็กๆและมีหลายก้อนไม่จำเป็นต้องผ่าออก ยกเว้นก้อนที่มีขนาดใหญ่หรือโคขึ้นจากเดิม แต่ถ้าก้อนมีขนาดใหญ่และมีแห่งเดียว แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดออก เพราะก้อนเนื้ออาจจะโตขึ้นได้อีก อย่างไรก็จาม แม้ว่าก้อนเนื้อจะใหญ่ขึ้น ก็ไม่เคยปรากฏว่าก้อนเนื้อธรรมดาจะกลายเป็นมะเร็ง

สำหรับผู้หญิงไทย ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะของเนื้อเต้านมที่ค่อนข้างหนาแน่น ทำให้การตรวจแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตรวจพบก้อนเนื้อที่ซ่อนอยู่ได้ เนื่องจากถูกบังด้วยเนื้อเต้านม ในประเทศไทยรังสีแพทย์จึงมักนินมตรวจอัลตราซาวด์ร่วมกับแมมโมแกรม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำขึ้น

เนื่องจากช่วงมีประจำเดือน เต้านมและเส้นเลือดมักจะขยายตัว มีผลทำให้รู้สึกเจ็บได้มากกว่าปกติ อาจจะทำให้ไม่ประทับใจในการตรวจแมมโมแกรมและไม่อยากกลับมาตรวจอีก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้มารับบริการ

แล้วแต่กรณี ขึ้นกับดุลพินิตของแพทย์ผู้ตรวจ

ไมทาแป้ง น้ำหอม หรือสารระงับกลิ่นตัว บริเวณหน้าอกและรักแร้

ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าพบมะเร็งขนาดเล็กหรือคลำไม่ได้ (พบได้โดยการตรวจแมมโมแกรมเท่านั้น) ก็ตัดออกเฉพาะก้อนเนื้อร้ายออก ถ้ายังไม่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองก็ไม่ต้องรักษษอะไรเพิ่ม ทั้งนี้แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอน

ไม่จริง นอกจากการตัดมะเร็งไม่หมด ดังนั้นก่อนทำผ่าตัดควรตรวจให้เป็นขั้นตอน โดยเฉพาะถ้าไม่ตัดเต้านมออกทั้งเต้า

การผ่าตัดไม่ทำให้มะเร็งลุกลาม

ได้ ดังนั้นจึงควรตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำทุกปี เพื่อไม่ต้องตัดอีกข้างออก