พบมะเร็งเต้านมที่สัมพันธ์กับพันธุกรรม จากการถ่ายทอดยีนส์ที่เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมจากแม่ไปสู่ลูกเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น หรือจะกล่าวได้ว่า ปัจจัยของวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมมากกว่าปัจจัยทางพันธุกรรม
วิถีการดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม วิธีการลดความเสี่ยงจากมะเร็งเต้านมสามารถทำโดยการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงปกติ ไม่ให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และไม่ดื่มแอลกอฮอร์ ไม่สูบบุหรี่ รายละเอียดการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมโดยตรง แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมาก ๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์ จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ทุกชนิดรวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย<
ได้มีการศึกษาแล้วพบว่า การใส่เสื้อชั้นใน ไม่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม นั่นคือ จะใส่ชุดชั้นในหรือไม่ใส่ชุดชั้นใน โอกาสเกิดมะเร็งเต้านมไม่แตกต่างกัน
การตรวจแมมโมแกรมไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งเต้านม แต่สามารถค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้ ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น อัตราการตายน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ตรวจแมมโมแกรมอย่างสม่ำเสมอ สำหรับประเทศไทย ที่มีเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์จำกัดแล้ว อักทั้งการตรวจยังมีค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่สามารถคัดกรองด้วยแมมโมแกรมในทุกรายได้ และการตรวจเต้านมด้วยตนเองสามารถพบมะเร็งระยะเริ่มแรกมากกว่า และอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ จึงควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนเพื่อให้ทราบว่าเต้านมปกติเป็นอย่างไร เมื่อตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมจากเดิมที่เคยตรวจ ให้ไปสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อทำการตรวจยืนยัน
ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าทำแมมโมแกรมบ่อย เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เนื่องจากปริมาณรังสีจากเครื่องแมมโมแกรมน้อยมาก การตรวจปีละครั้งไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยง
ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า น้ำยาดับกลิ่นตัวเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม
หน้าอกของผู้หญิงประกอบด้วย ส่วนของเต้านม และส่วนของไขมัน โดยขนาดของหน้าอกที่แตกต่างกันเนื่องจากส่วนของไขมันที่แตกต่างกัน ส่วนของเต้านมซึ่งประกอบด้วยส่วนของต่อมไขมันและท่อไขมันนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนั้น ทำให้ความเสี่ยงของหญิงที่เต้านมเล็กและเต้านมใหญ่ ไม่มีความแตกต่างกัน
ซีสต์หรือถุงน้ำ (Simple Cyst) เกิดจากอิทธิพลของโฮร์โมนเอสโตรเจน ไม่ใช่ความผิดปกติที่ตัวเซล จึงไม่มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่มะเร็งเต้านมบางชนิดมีรูปร่างเหมือนซีสต์ จึงอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้
จากการตรวจยืนยันก้อนที่เต้านมจนถึงการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่าก้อนที่เต้านม มีโอกาสเป็นมะเร็งประมาณ ร้อยละ 10-15 เท่านั้น (ไม่เกินร้อยละ 20) และส่วนใหญ่เป็นก้อนเนื้องอกหรือถุงน้ำ ไม่ได้เป็นมะเร็งเต้านม
ก้อนของมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่มีอาการเจ็บหรือปวด ถ้าพบก้อนให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจยืนยันว่าเป็นก้อนเนื้องอกหรือถุงน้ำ หรือเป็นมะเร็งเต้านม
เป้าหมายของการคัดกรองมะเร็งก็เพื่อที่จะพบมะเร็งแต่เริ่มแรก ซึ่งผลการรักษามะเร็งเต้านมในระยะแรก ผลการรักษาดีมาก การติดตามในระยะ 5 ปี อัตราการรอดชีวิตเกือบทุกคน และการผ่าตัดสามารถผ่าตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกเท่านั้นตามด้วยการฉายแสง ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งข้าง ถ้าไม่คัดกรองมะเร็งเต้านมจะเป็นการเสียโอกาสอย่างมาก
แม้มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาด้วยอาการพบก้อนที่เต้านม แต่ถ้าพบอาการดังต่อไปนี้ ก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน ได้แก่ มีเลือดออกที่หัวนม หัวนมบิดเบี้ยว เต้านม 2 ข้างมีขนาดที่แตกต่างกันมาก ผิวที่เต้านมมีขนาดหนาขึ้นและหยาบเหมือนผิวส้ม เป็นต้น
การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมอย่างเดียวมีโอกาสผิดพลาดประมาณร้อยละ 20 โดยเฉพาะเนื้อเต้านมของหญิงไทยหรือหญิงชาวเอเชียที่เนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น (Dense breast ) จึงต้องทำการตรวจแมมโมแกรมควบคู่กับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ซึ่งถ้าตรวจ 2 อย่างควบคู่กันสามารถลดความผิดพลาดลงต่ำกว่าร้อยล 5 ซึ่งมากน้อยขึ้นกับมาตรฐานของเครื่องมือตรวจและรังสีแพทย์
มีการศึกษาจากต่างประเทศ โดยทำการศึกษาที่เมืองเซี่ยงไฮ้ของประเทศจีนในปี 2012 สรุปว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่เกิดประโยชน์ไม่สามารถลดการตายได้ แต่ต่อมาก็ออกมาแก้ไขว่า การศึกษานั้นใช้ได้เฉพาะที่เมืองเซี่ยงไฮ้เท่านั้น ไม่สามารถใช้อ้างอิงนอกเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ (Poor External validity ) และการศึกษาที่ External Validity poor นั้นได้ถูกนำไปอ้างอิง จนเกิดความเข้าใจผิดว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่มีประโยชน์ ซึ่งในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับมูลนิธิถันยรักษ์ ได้จัดทำโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม โดยมี นพ.วัลลภ ไทยเหนือ เป็นประธานคณะทำงาน ทำการติดตามหญิง 30-70 ปีใน 21 จังหวัด จำนวน 1.91 ล้านคนในปี 2556-2560 ป่วยเป็นมะเร็เต้านมจำนวน 2956 ราย ผลการศึกษาพบว่า การตรวจเต้านมด้วยตนเองมีประโยชน์ กลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอ พบมะเร็งเต้านมในระยะแรกและอัตรการรอดชีวิตสูงกว่า อัตราการป่วยตาย น้อยกว่า กลุ่มที่ตรวจเต้านมไม่สม่ำเสมอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการศึกษานี้กำลังจะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ เพื่อให้มีการอ้างอิงใหม่ว่าการตรวจเต้านมด้วยตนเองมีประโยชน์
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็นเรื่องไม่ยาก โดยหลักการไม่ได้คลำเพื่อหาก้อน แต่เป็นการดูและคลำ เพื่อให้คุ้นเคยว่าเต้านมปกติเป็นอย่างไร ถ้าพบการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ถึงจะไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำการตรวจยืนยัน