Health Promotion คือกระบวนที่ไปเพิ่มความสามารถของบุคคล ทั้งกลุ่มดี กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มป่วย มักได้ยินอยู่เสมอว่าภารกิจของการส่งเสริมสุขภาพ เราทำกับคนดี ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่ถูกทั้งหมด แม้ Health promotion จะเน้นที่กลุ่มคนดีเป็นส่วนใหญ่ แต่กลุ่มเสี่ยงและป่วยก็ทำเรื่อง Health Promotion ด้วย
Don Nutbean เป็น Ahthority ในเรื่อง Health Promotion ระดับโลก สิ่งที่เขา Propose จึงมีอิทธิพลต่อนักการสาธารณสุขทั่วโลกด้วย ที่จริง Health Promotion Actions คงมีมากกว่า 3 เรื่อง แต่ในศตวรรษที่ 21 Health Promotion Actions ที่สำคัญและจำเป็นน่าจะมี 3 Actions ได้แก่
ถ้าใช้ system frame work คือ Input -->process -->Output โดย output คือ Education , Social Mobilization & Advocacy แล้วอะไรคือ Input และ process เพื่อให้ไปสู่ output ดังกล่าว ในที่นี้จะขอยกคัวอย่าง output คือ Advocacy ดังนี้
ตัวแปรที่จะนำมาพิจารณาว่า Build or Buy ได้แก่
กรมอนามัย บรรจุ 2 ใน 3 เรื่องอยู่ในประเด็นยุทธศาสตร์กรมฯแล้ว คือ ประเด็นยุทธศาสตร์ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และประเด็นยุทธศาสตร์เรื่อง Healthy City & Environment ส่วนเรื่อง Good governance ใน อปท.นั้น จะใช้การ Advocate ผ่่าน policy maker
เดิม WHO ผลักดันเรื่อง Health ผ่าน Health Sectors เป็นหลัก จนปี 2000 ก็ไม่บรรลุ Health For All By the year 2000 (ที่ประชุม Alma Ata) Global Health promotion Conference ในปีหลังๆ จึงเน้น Supportive Environment for health ,Health in All Policy (HiAP) สุขภาพไม่ใช้เป็นเรื่องของ Health sector เท่านั้น เป็นเรื่องของบุคคลด้วย (ต้องยกระดับ Health Literacy ของบุคคล) และต้องให้ Non Health Sectors มายกระดับปัจจัยกำหนดสุขภาพ (Determinant of health) ทั้งเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียม ด้วย หลังปี 2000-2015 กำหนด MDG (Millenium Development Goal) โดยให้ UN เข้ามาร่วม ซึ่งทำได้สำเร็จพอสมควรจึงทำต่อด้วย SDGs ( Sustainable Development Goals) 2016-2025 เพื่อให้ UN มาขับเคลื่อนผู้นำรัฐบาลแทน รมต.สาธารณสุข ที่ขับเคลื่อนได้เฉพาะ Health Sectors การที่ WHO ประกาศว่า Promote Health Promote SDGs จึงถือเป็นโอกาส เนื่องจากเป็น Global Agenda กรมอนามัยสามารถใช้โอกาสนี้ ทำงานแบบ Proactive โดย
อย่าคาดเดา ให้ไปเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล จาก CSH เพื่อเป็น evidence base ในการตัดสินใจ การวางแผนกลยุทธ์ใดๆ ต้องทำ 2 ส่วนประกอบกันคือ
อย่าคาดเดา ให้ทำการศึกษาอย่างมี evidence base ระบบสุขภาพนั้ยเชื่อมสัมพันธ์กันเป็น Business Eco system ต่างอาศัยพึ่งพากัน การทำอย่างหนึ่งจะกระทบไปเป็นลูกโซ่ตลอด Business Eco system การกำหนด และประเมิน Customer and Stakeholder อย่างเป็นระบบและไม่ bias เป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องทำทั้ง 2 ด้านคือ Outside in และ Inside Out
  
ในทางธุรกิจการออกจากกิจการใดจะมีต้นทุนอยู่ตัวหนึ่งเรียกว่า Exit Cost ซึ่งต้องทำการศึกษาด้วย ซึ่งการไม่คำนึงถึง Exit cost ก็มีปัญหา เพราะเมื่อ Exit จากกิจการเดิมแล้ว ต้องคิดเรื่อง Resource Re allocation อย่างไร จะ Re skill บุคลากรอย่างไร เพราะถ้า Exit แบบตามบุญตามกรรมแบบไม่มีการวางแผน จะส่งผลเสีย 2 ทางคือ ทางที่ 1 ไม่ได้คุณค่าจากกิจการที่ Exit ออก และ 2 ไม่ได้ value จากกิจการใหม่ที่คิดว่าจะทำ เพราะไม่ได้เตรียมแผน Resource Re allocation and re skill บุคลากร ไว้ รวมถึง Feasibility ของกิจการใหม่
  
แต่การที่คำนึงถึง Exit cost มากไปก็มีปัญหา เช่น ไทยเป็นแหล่งผลิต hard disk รายใหญของโลก การจะ Exit จากธุรกิจ hard disk จึงคิดหนักเพราะ Exit cost สูง แต่แนวโน้มคือ Cloud Computing ซึ่งไม่ต้องใช้ hard disk แล้ว ประกอบกับ เครื่อง PC ที่ยอดขายตกลง hard disk สำหรับ PC ก็ยิ่งยอดขายน้อยลง การตัดสินใจออกจากกิจการทำ hard disk ช้า เนื่องจากมี exit cost สูง จึงส่งผลเสียมากกว่า
ให้ทำการศึกษาอย่างมี evidence base ถึงผลดี ผลเสีย ของแต่ละทางเลือก
เมื่อก่อนเราไม่สามารถส่งมอบคุณค่าตรงไปยัง target population ทุกกลุ่มวัยได้ เนื่องจาก เทคโนโลยีไม่เอื้ออำนวย ถ้า 5 G มา ความเร็วจะเร็วขึ้น 20 เท่า Delay Time จะลดลง 20 เท่า เรื่องที่ทำไม่ได้จะทำได้ ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ได้พิสูจน์แล้วว่า IT มา ตัวกลางจะหมดไป เมื่อก่อน เทคโนโลยีจาก กระทรวง สร้างจากกรมฯ ส่งไปที่กระทรวง จากนั้นผ่าน ผู้ตรวจ สสจ. สสอ.เพื่อลงสู่พื้นที่ (หรือส่งต่อคุณค่าแบบ Pipe) ตอนนี้ประชุมที่กระทรวงตอนเช้า ตอนบ่ายผลการประชุมไปถึง รพ.สตแล้ว (ส่งต่อแบบ platform) ยิ่ง 5G ที่จะเร็วกว่า 4 G 20 เท่า Delay time น้อยกว่า 20 เท่า จะมาแทนที่ตัวกลาง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและวิกฤตของตัวกลาง เพราะถ้าเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ การให้ความรู้เรื่อง covid-19 ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัย และโรงเรียนแพทย์ ทำได้ไม่น้อยกว่ากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อก่อนเขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่มี logistic channel กสธ -->ผู้ตรวจ -->สสจ./สสอ.-->สถานบริการ สธ. --> อสม -->ประชาชน แต่ตอนนี้ เขาทำได้ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ตัวกลางแล้ว คือส่งตรงจาก มหาวิทยาลัย/โรงเรียนแพทย์ -->ประชาชน