โครงการความร่วมมือภารกิจพิชิตมะเร็งเต้านมระหว่างมูลนิธิถันยรักษ์และมหาวิทยาลัยราชภัฏ
  1. Know Why - Breast Cancer why important?
    1. มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทยและสตรีทั่วโลก
    2. ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยตลอดช่วงชีวิตของสตรีอเมริกัน 8 คน จะมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็ง 1 คน และอุบัติการณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
    3. ประเทศทางตะวันตก (ยุโรปและอเมริกา) ช่วงอายุที่พบมะเร็งเต้านมสูงสุดคือ 65-69 ปี ในขณะที่ประเทศทางเอเชียและอัฟริกา ช่วงอายุที่พบมะเร็งเต้านมสูงสุดคือ 50-54 ปี หรือจะกล่าวได้ว่า สัดส่วนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยในทวีปเอเชีย จะสูงกว่าประเทศทางตะวันตก
    4. มะเร็งเต้านมในอายุน้อยกว่า 35 ปี จะมีโอกาสเสียชีวิต เป็น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมในช่วง 45-49 ปี และสตรีในทวีปเอเชียพบมะเร็งเต้านมในคนอายุน้อย มากกว่าสตรีในทวีปยุโรปและอเมริกา จึงจำเป็นต้องปรับกลุ่มเป้าหมายในการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองในกลุ่มอายุที่ลดลง
    5. สาเหตุของมะเร็งเต้านมยังไม่ทราบแน่ชัด ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เพศหญิงกับอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ป้องกันไม่ได้
    6. มาตรการในการจัดการมะเร็งเต้านมคือ การคัดกรองมะเร็งเต้านม เพื่อให้พบมะเร็งเต้านมในระยะแรก ข้อมูลจาก รพ.ศิริราชพบว่า มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 อัตรารอดชีวิตใน 5 และ 10 ปี เท่ากับ ร้อยละ 97 และ 95 ตามลำดับ สามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านมโดยไม่ต้องตัดเต้านมออกทั้งข้าง ผลแทรกซ้อนต่ำ คุณภาพชีวิติดี และค่ารักษาพยาบาลต่ำกว่ามะเร็งในระยะหลัง
    7. การคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติของประเทศไทย คือ ดำเนินการเป็นขั้นๆ ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) เดือนละครั้ง ถ้าพบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยตรวจให้ไปรับการตรวจยืนยันโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (CBE) ถ้าตรวจยืนยันแล้วผิดปกติ จะส่งทำแมมโมแกรมร่วมกับอุลตราซาวด์ ต่อไป
    8. (*BSE ย่อมาจาก Breast Self Examination ส่วน ** CBE ย่อมาจาก Clinical Breast Examination)

    ความจริง ข้อเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม พร้อมข้อมูลเชิงประจักษ์ (ด้านล่าง)

    ข้อมูลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทั่วโลกในทั้ง 2 เพศ ในปี 2020 มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด แต่อัตราการตายอยูในลำดับ 5 เนื่องจากผลการรักษามะเร็งเต้านมค่อนข้างดี ทำให้อัตราการตายต่ำกว่า เอกสารอ้างอิง 2

    ข้อมูลในปี 2020 สำหรับประเทศไทยเมื่อพิจาณาทั้ง 2 เพศ มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 3 (22,158 ราย) รองจากมะเร็งตับ (27,394 ราย)และมะเร็งปอด (23,713 ราย) แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะเพศหญิง มะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันดับ 1 เนื่องจากมะเร็งตับมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เหล้า พยาธิใบไม้ตับ ไวรัสตับอักเสบ ส่วนมะเร็งปอด ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ ต่างจากมะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เพศหญิง และอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงคาดว่ามะเร็งเต้านมจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของทั้ง 2 เพศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เอกสารอ้างอิง 3

    อุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในประเทศไทยต่ำกว่าอเมริกา

    แต่อัตรการตายไม่ต่างจากอเมริกา เนื่องจากไทยพบมะเร็งเต้านมในระยะหลัง (รู้ช้ารักษายาก) ส่วนอเมริกาพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก (รู้เร็วรักษาได้)

    ความเสี่ยงสะสมของการเกิดมะเร็งเต้านม (Cum.Risk)ช่วงอายุ 0-74 ปี มีความแตกต่างกันแต่ละภูมิภาค ทวีปที่พัฒนาแล้วอย่าง ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา มีความเสี่ยงสะสมสูงกว่าภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชีย อัฟริกา อเมริกาใต้

    จากภาพก่อนหน้านั้น อเมริกาเหนือมีความเสี่ยงสะสม (Cum.risk)ในช่วงอายุ 0-74 ปี ในการเกิดมะเร็งเต้านมเท่ากับ 9.71% หรือถ้าเทียบตลอดช่วงชีวิตจะประมาณ 12% หรือ 1 ใน 8 หรือจะกล่าวได้ว่า ตลอดช่วงชีวิตของสตรีอเมริกัน 8 คน มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม 1 คน

    รายได้ต่อหัวประชากร (GNP Per Capita in USD) จะสัมพันธ์กับ อุบัติการณ์ต่อแสนประชากรของมะเร็งเต้านม นั่นคือ ประเทศที่รายได้ต่อหัวสูง โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมจะสูงตามไปด้วย ซึ่งน่าจะเกิดจาก Confounding Factors ว่า รายได้ต่อหัวไปสัมพันธ์กับ ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม เอกสารอ้างอิง 4

    Global Cancer ได้ทำการประมาณการอุบัติการณ์อย่างหยาบ (Crude incidence Rate) ของมะเร็งเต้านม ในปี 2040 เทียบกับปี 2020 พบว่าแนวโน้มของมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นในปี 2040 ในทุกทวีป หรือจะกล่าวได้ว่า แนวโน้มของมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

    เมื่อนำข้อมูลจาก Global Cancer 2020 ที่แจงนับช่วงอายุของภูมิภาคต่างๆ พบว่า ภูมิภาคที่กำลังพัฒนา ได้แก่ Africa และ Asia จะพบมะเร็งเต้านมในช่วงอายุน้อย มากกว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างภูมิภาค ยุโรป อเมริกา และ Ocenia Source of Data

    ทุก 2 ปีจะมีการประชุมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในระดับโลก (St.Gallen) ซึ่งที่ประชุมสรุปว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 35 ปี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงมากกว่ากลุ่มที่มีอายุมากกว่า 35 ปี โดยได้ใข้การศึกษานี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี เสี่ยงต่อการเสียชีวิต เป็น 1.46 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีอายุ 45-49 ปี (ตารางด้านซ้าย) และปัจจัยที่ส่งผลให้เสียชีวิตสูงกว่า คือ ข้อมูลที่อยู่ในตารางด้านขวา โดยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 35 ปี จะพบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก มะเร็งไม่ได้แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง อัตรการพบ Estrogen Receptor,พยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อที่ไม่รุนแรง ในสัดส่วนที่น้อยกว่า กลุ่มทีอายุมากกว่า โดยปัจจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือ ปัจจัยที่ถ้ามีแล้วผลการรักษาจะดีกว่า การที่กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีปัจจัยที่ดีในสัดส่วนที่น้อยกว่า จึงส่งผลทำให้อัตราการตายสูงกว่า
    การที่ประเทศในเอเชีย มักพบมะเร็งเต้านมในช่วงอายุน้อยในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศในยุโรปและอเมริกา และมะเร็งเต้าในกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีอัตรการเสียชีวิตที่สูงกว่ากลุ่มอายุ45-49 ปีถึง 1.5 เท่า เป็นเหตุผลที่โครงการมาให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีอายุน้อย เช่น นักศึกษา

    นิยามของการคัดกรอง คือ "การนำคนปกติที่ไม่มีอาการหรืออาการแสดงมาทำการตรวจเพื่อคัดกรองโรค" เนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์ในประเทศไทย จึงนำเครื่องแมมโมแกรมมาใช้เพื่อการวินิจฉัยเมื่อพบอาการหรืออาการแสดง เช่นพบก้อนที่เต้านม มากกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อการคัดกรอง ส่วนคนที่ปกติไม่มีอาการหรืออาการแสดง ให้ทำการคัดกรองมะเร็งเต้านม เป็นขั้น ๆ ดังนี้
    1. ตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self Examination หรือ BSE) อย่างสม่ำเสมอเดือนละครั้ง
    2. ถ้า BSE แล้วพบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมไปจากเดิมที่เคยตรวจ ให้ไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อทำการตรวจเต้านมทางคลินิก (Clinical Breast Examination หรือ CBE)
    3. ถ้าตรวจ CBE พบความผิดปกติ จะส่งต้อเพื่อไปทำแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเต้านมของสตรีไทยมีความหนานแน่นสูง การทำแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว มีโอกาสผิดพลาด ส่วนใหญ่จึงทำอุลตราซาวด์เต้านมควบคู่ไปกับการทำแมมโมแกรม
    4. การตรวจแมมโมแกรมจะมีการให้ระดับ ที่เรียกว่า BIRAD (มีค่า 1-6) โดยค่า BIRAD น้อยโอกาสเป็นมะเร็งน้อย ถ้าค่ามากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะมากขึ้น ถ้าค่า BIRAD ตั้งแต่ 4 ขึ้นไปถือว่าให้ผลบวก ต้องทำการส่งตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยัน (Gold Standard)
    5. การคัดกรองโรคมะเร็งนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องมือคัดกรองที่มีความไว (Sensitivity) สูง และความจำเพาะ(Specificity) สูงด้วย จึงกำหนดให้การทำแมมโมแกรมคือเครื่องมือคัดกรอง ก่อนที่จะไปยืนยันด้วย Gold Standard

    มูลนิธิถันยรักษ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556-2565 โดย
    1. ขึ้นทะเบียนหญิงอายุ 30-70 ปีใน 21 จังหวัดครอบคลุมทุกภาค จำนวน 1.9 ล้านคน โดยให้ อสม.สอนการตรวจเต้านมด้วยตนเอง จากนั้นบันทึกในสมุดบันทึกการตรวจเต้านมให้แก่สตรีละแวกบ้าน จากนั้นติดตามการตรวจเต้านมด้วยตนเองและการเป็นมะเร็งเต้านมของสตรี 1.9 ล้านคนที่ลงทะเบียน โดยทำการคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นขั้นๆ จาก BSE-->CBE-->Mammogram-->ตรวจชิ้นเนื้อ ตั้งเป้าให้พบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรักษา ภายใต้แนวคิด "มะเร็งเต้านม รู้เร็วรักษาได้ผลดี "
    2. วิธีการรักษามะเร็งเต้านมหลักๆ มี 5 วิธี คือการผ่าตัด (Surgery) การฉายแสง (Radiation) เคมีบำบัด (Chemotherapy) ฮอร์โมนบำบัด (Hormone Therapy) และการรักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy)
    3. ถ้าทำการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ พบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก (Down size) พบมะเร็งระยะแรก (Down Stage) และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต (Increase Survival)
    4. จากการศึกษาดังกล่าว พบว่ากลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ (Regular BSE) พบก้อนมะเร็งเต้านมขนาดเล็ก (Small Cancer Size) มะเร็งเต้านมระยะแรก (Early Staging) และอัตราการรอดชีวิต (Survival Rate) สูงกว่ากลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่สม่ำเสมอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
    5. การศึกษานี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ (Breast Journal) ในปี 2019 : Impact of Regular Breast Self Examination on breast cancer size,staging and mortality in Thailand
    6. โครงการนี้ได้พิสูจน์ว่าการคัดกรองมะเร็งเต้านมแบบเป็นขั้นๆ โดยเริ่มจาก การตรวจเต่านมด้วยตนเอง มีประสิทธิผล จึงนำมาสู่การขยายผลโครงการฯ โดยลดช่วงอายุกลุ่มเป้าหมาย จากเดิม 30-70 ปี ลงมาในกลุ่มอายุ < 30 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงอายุของนักศึกษา

  2. Know How

    Before (e-Learning)
    1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) ทำได้ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิผล คือ กลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ สามารถพบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก พบมะเร็งระยะแรก และอัตราการรอดชีวิต สูงกว่ากลุ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่สม่ำเสมอ แต่ร้อยละการตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอ ยังอยู่ในระดับต่ำ
    2. สาเหตุที่ไม่ตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
      1. ไม่เกิดตระหนัก (Awareness) สาเหตุที่ไม่เกิดความตระหนัก เกิดจากขาดความรู้ หรือขาดการรับรู้ (Perception) ถ้าอธิบายด้วย Health Belived Model ได้แก่ ไม่รับรู้โอกาสว่าตนมีโอกาสจะเป็นมะเร็งเต้านม ไม่รับรู้ประโยชน์จากการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ไม่รับรู้ว่าถ้าไม่คัดกรองแล้วพบมะเร็งเต้านมในระยะท้ายแล้วผลที่ตามมาจะแตกต่างกับการพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกอย่างไร
      2. ไม่มั่นใจว่าตนเองสามารถทำได้ (Self Efficacy)
    3. เมื่อไม่ได้ตรวจเต้านมด้วยตนเอง หรือตรวจแต่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ พบมะเร็งเต้านมในระยะหลัง ซึ่งผลการรักษาไม่ค่อยดี และค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง (รู้ช้ารักษายาก)
    After (e-Learning)
    1. การให้ข้อมูลความรู้และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Information Education & Communication) ด้วยe Learning และกิจกรรมสนับสนุน e Learning มีทั้งหมด 3 Modules
      1. Module ที่ 1 "ความรู้สร้างความตระหนัก"
      2. Module ที่ 2 "ค้นหามะเร็งเต้านมแต่เริ่มแรก" เน้นการฝึกทักษะในการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สามารถทำได้ด้วยตนเอง (Self Efficacy)
      3. Module ที่ 3 "มะเร็งเต้านมรู้เร็วรักษาได้" เน้นให้เข้าใจวิธีการหลักในการรักษามะเร็งเต้านม และผลการรักษามะเร็งเต้านมในระยะแรกจะดีกว่าการรักษามะเร็งเต้านมในระยะหลัง
    2. เมื่อเกิดความตระหนักและความมั่นใจว่าตนสามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ร่วมกับ Clue of Action เช่น การใช้ BSE App และ กิจกรรมสนับสนุน จะทำให้เกิดการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ
    3. เมื่อตรวจเต้านมด้วยตนเอง ย่อมทำให้พบความผิดปกติหรือสงสับผิดปกติ จึงจำเป็นต้องสร้างระบบการตรวจยืนยันหรือการส่งต่อ ซึ่งนอกจากจะลดความวิตกกังวลแล้ว ยังนำไปสู่การวินิจฉัยที่รวดเร็ว (รู้เร็วรักษาได้)
    Consequence
    1. บอกต่อ เมื่อผ่าน e Learning และทำการตรวจและบันทึกการตรวจเต้านมด้วยตนเองแล้ว ก็อย่าลืมบอกต่อ รู้จักใครก็บอกต่อไปเรื่อยๆ ให้ลงทะเบียน e Learning
    2. ถ้ามีจิตอาสามากกว่านั้นก็สมัครเป็นอาสาสมัคร หรือร่วมกิจกรรมในชมรมถันยรักษ์ เพื่อขยายผลเรื่องการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองไปสู่ชุมชน
  3. วัตถุประสงค์ของโครงการ
    1. เผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของ การดูแลเต้านมด้วยตัวเอง และส่งเสริมการมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมให้กับนิสิต นักศึกษา อาจารย์ และคณะเจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัย
    2. สร้างแนวร่วมอาสาสมัคร ในการเผยแพร่ความรู้ การดูแลเต้านมด้วยตัวเองให้กับเครือข่ายของมหาวิทยาลัยตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
    3. เพิ่มฐานจำนวนข้อมูลการบันทึกการตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอในแอปพลิเคชัน โครงการสืบสานฯ
  4. วิธีการดำเนินการ
    1. พัฒนาหลักสูตร e Learning ใช้ชื่อหลักสูตรว่า "มะเร็งเต้านม รู้เร็วรักษาได้ " ประกอบด้วย 3 Moduleได้แก่
      1. ความรู้มุ่งสู่ความตระหนัก สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเต้านมยังไม่ทราบแน่ชัด ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ เพศหญิง และอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ อัตราการพบมะเร็งเต้านมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาประเทศ โดยประเทศที่เจริญแล้ว สตรี 1 ใน 8 คนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมตลอดช่วงชีวิต เมื่อยุทธศาสตร์ในการลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ไม่สามารถจะทำได้ การค้นพบมะเร็งแต่แรก เพื่อลดอัตราการตายและผลแทรกซ้อน จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้กันทั่วโลก
      2. ภารกิจค้นหามะเร็งเต้านมแต่เริ่มแรก ประสิทธิภาพการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมจะดี แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมสตรีไทยได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านราคาและจำนวนเครื่องแมมโมแกรม และรังสีแพทย์ ทางเลือกที่สามารถปฏิบัติได้สำหรับประเทศไทย คือ การคัดกรองด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเอง Module นี้ เน้นการฝึกทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ด้วยเทคนิค Triple Touch (3 นิ้ว 3 สัมผัส)
      3. มะเร็งเต้านมรู้เร็วรักษาได้ พบมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1 ซึ่งอัตราการรอดชีวิตมากกว่า 95 % ค่ารักษาถูกกว่า และสามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านม โดยตัดเฉพาะก้อนมะเร็ง ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งข้าง
    2. ตั้งคณะทำงาน โดยประสานความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิถันยรักษ์ฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ True
    3. ประชาสัมพันธ์เชิญชวน นักศึกษา บุคลากร ของ มรภ.เรียนหลักสูตร "มะเร็งเต้านม รู้เร็วรักษาได้" และตรวจเต้านมด้วยตนเอง และบันทึกการตรวจเต้านมผ่าน App BSE
    4. การขยายผลสู่ชุมชน โดยใช้แนวคิด วิศวกรสังคม โดย
      1. เปิดรับสมัครและพัฒนานักศึกษาให้เป็นจิตอาสาในถ่ายทอดความรู้และทักษะให้สตรี กลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยเปิดรับอาสาสมัครจากหลากหลายคณะ เพื่อให้สามารถนำความรู้และทักษะที่หลากหลายมาบูรณาการการทำงานจริงในพื้นที่
      2. ออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการและกระบวนการทำงาน และมอบหมายความรับผิดชอบตามความถนัดของนักศึกษาแต่ละคณะ
      3. ลงพืันที่ศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ศักยภาพและทรัพยากรในชุมชน
      4. วางแผนการดำเนินงานร่วมกันกับผู้นำชุมชน อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขในพื้นที่ (รพ.สต./รพ.) เพื่อบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่
      5. ดำเนินการขยายผลสู่ชุมชน เน้นการใช้ศักยภาพและทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
      6. กำกับติดตามและประเมินผล
    5. ควบคุมกำกับประเมินผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนเพื่อสกัด Best Practice โดย
      1. พัฒนา App BSE Rajabhat เพื่อเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์สู่นักศีกษา มรภ.แล้ว ยังใช้เพื่อการควบคุม กำกับ การบรรลุวัตถุประสงค์ในข้อ 2 และเป้ามหายในข้อ 4
      2. ปรับปรุง App BSE และ App e-Learning เพื่อเพิ่ม Customer Experience
      3. ประกวดผลงาน ถอดบทเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และหา Best Practice
  5. เป้าหมาย
    No. เครื่องชี้วัด เป้าหมาย
    1. จำนวนนักศึกษา และ บุคลากร ที่เขาร่วมอบรมหลักสูตร ปีที่ 1 (2565) คน 10,000
    2. จำนวนจิตอาสา ที่จะถ่ายทอดความรู้ (คน) 3,000
    3. จำนวนชุมชนที่ได้รับการขยายผล (ชุมชน) 1,000
    4. จำนวนชาวบ้านที่ได้รับการอบรม (คน) 10,000
    5. จำนวนคนที่บันทึกการตรวจเต้านมภายใต้แอปฯ สืบสาน (คน) 10,000
Document

Link Application in This Series