ความจริง ข้อเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม พร้อมข้อมูลเชิงประจักษ์ (ด้านล่าง)
ข้อมูลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทั่วโลกในทั้ง 2 เพศ ในปี 2020 มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด แต่อัตราการตายอยูในลำดับ 5 เนื่องจากผลการรักษามะเร็งเต้านมค่อนข้างดี ทำให้อัตราการตายต่ำกว่า เอกสารอ้างอิง 2
ข้อมูลในปี 2020 สำหรับประเทศไทยเมื่อพิจาณาทั้ง 2 เพศ มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 3 (22,158 ราย) รองจากมะเร็งตับ (27,394 ราย)และมะเร็งปอด (23,713 ราย) แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะเพศหญิง มะเร็งเต้านมพบมากเป็นอันดับ 1 เนื่องจากมะเร็งตับมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เหล้า พยาธิใบไม้ตับ ไวรัสตับอักเสบ ส่วนมะเร็งปอด ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ ต่างจากมะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เพศหญิง และอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงคาดว่ามะเร็งเต้านมจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของทั้ง 2 เพศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เอกสารอ้างอิง 3
อุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในประเทศไทยต่ำกว่าอเมริกา
แต่อัตรการตายไม่ต่างจากอเมริกา เนื่องจากไทยพบมะเร็งเต้านมในระยะหลัง (รู้ช้ารักษายาก) ส่วนอเมริกาพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก (รู้เร็วรักษาได้)
ความเสี่ยงสะสมของการเกิดมะเร็งเต้านม (Cum.Risk)ช่วงอายุ 0-74 ปี มีความแตกต่างกันแต่ละภูมิภาค ทวีปที่พัฒนาแล้วอย่าง ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา มีความเสี่ยงสะสมสูงกว่าภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชีย อัฟริกา อเมริกาใต้
จากภาพก่อนหน้านั้น อเมริกาเหนือมีความเสี่ยงสะสม (Cum.risk)ในช่วงอายุ 0-74 ปี ในการเกิดมะเร็งเต้านมเท่ากับ 9.71% หรือถ้าเทียบตลอดช่วงชีวิตจะประมาณ 12% หรือ 1 ใน 8 หรือจะกล่าวได้ว่า ตลอดช่วงชีวิตของสตรีอเมริกัน 8 คน มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม 1 คน
รายได้ต่อหัวประชากร (GNP Per Capita in USD) จะสัมพันธ์กับ อุบัติการณ์ต่อแสนประชากรของมะเร็งเต้านม นั่นคือ ประเทศที่รายได้ต่อหัวสูง โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมจะสูงตามไปด้วย ซึ่งน่าจะเกิดจาก Confounding Factors ว่า รายได้ต่อหัวไปสัมพันธ์กับ ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม เอกสารอ้างอิง 4
Global Cancer ได้ทำการประมาณการอุบัติการณ์อย่างหยาบ (Crude incidence Rate) ของมะเร็งเต้านม ในปี 2040 เทียบกับปี 2020 พบว่าแนวโน้มของมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นในปี 2040 ในทุกทวีป หรือจะกล่าวได้ว่า แนวโน้มของมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
เมื่อนำข้อมูลจาก Global Cancer 2020 ที่แจงนับช่วงอายุของภูมิภาคต่างๆ พบว่า ภูมิภาคที่กำลังพัฒนา ได้แก่ Africa และ Asia จะพบมะเร็งเต้านมในช่วงอายุน้อย มากกว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างภูมิภาค ยุโรป อเมริกา และ Ocenia Source of Data
ทุก 2 ปีจะมีการประชุมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในระดับโลก (St.Gallen) ซึ่งที่ประชุมสรุปว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 35 ปี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงมากกว่ากลุ่มที่มีอายุมากกว่า 35 ปี โดยได้ใข้การศึกษานี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี เสี่ยงต่อการเสียชีวิต เป็น 1.46 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีอายุ 45-49 ปี (ตารางด้านซ้าย) และปัจจัยที่ส่งผลให้เสียชีวิตสูงกว่า คือ ข้อมูลที่อยู่ในตารางด้านขวา โดยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 35 ปี จะพบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก มะเร็งไม่ได้แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง อัตรการพบ Estrogen Receptor,พยาธิวิทยาของชิ้นเนื้อที่ไม่รุนแรง ในสัดส่วนที่น้อยกว่า กลุ่มทีอายุมากกว่า โดยปัจจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือ ปัจจัยที่ถ้ามีแล้วผลการรักษาจะดีกว่า การที่กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีปัจจัยที่ดีในสัดส่วนที่น้อยกว่า จึงส่งผลทำให้อัตราการตายสูงกว่า
การที่ประเทศในเอเชีย มักพบมะเร็งเต้านมในช่วงอายุน้อยในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศในยุโรปและอเมริกา และมะเร็งเต้าในกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีอัตรการเสียชีวิตที่สูงกว่ากลุ่มอายุ45-49 ปีถึง 1.5 เท่า เป็นเหตุผลที่โครงการมาให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีอายุน้อย เช่น นักศึกษา
การที่ประเทศในเอเชีย มักพบมะเร็งเต้านมในช่วงอายุน้อยในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศในยุโรปและอเมริกา และมะเร็งเต้าในกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีอัตรการเสียชีวิตที่สูงกว่ากลุ่มอายุ45-49 ปีถึง 1.5 เท่า เป็นเหตุผลที่โครงการมาให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีอายุน้อย เช่น นักศึกษา
นิยามของการคัดกรอง คือ "การนำคนปกติที่ไม่มีอาการหรืออาการแสดงมาทำการตรวจเพื่อคัดกรองโรค" เนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์ในประเทศไทย จึงนำเครื่องแมมโมแกรมมาใช้เพื่อการวินิจฉัยเมื่อพบอาการหรืออาการแสดง เช่นพบก้อนที่เต้านม มากกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อการคัดกรอง ส่วนคนที่ปกติไม่มีอาการหรืออาการแสดง ให้ทำการคัดกรองมะเร็งเต้านม เป็นขั้น ๆ ดังนี้
- ตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self Examination หรือ BSE) อย่างสม่ำเสมอเดือนละครั้ง
- ถ้า BSE แล้วพบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมไปจากเดิมที่เคยตรวจ ให้ไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อทำการตรวจเต้านมทางคลินิก (Clinical Breast Examination หรือ CBE)
- ถ้าตรวจ CBE พบความผิดปกติ จะส่งต้อเพื่อไปทำแมมโมแกรม (Mammogram) ซึ่งเต้านมของสตรีไทยมีความหนานแน่นสูง การทำแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว มีโอกาสผิดพลาด ส่วนใหญ่จึงทำอุลตราซาวด์เต้านมควบคู่ไปกับการทำแมมโมแกรม
- การตรวจแมมโมแกรมจะมีการให้ระดับ ที่เรียกว่า BIRAD (มีค่า 1-6) โดยค่า BIRAD น้อยโอกาสเป็นมะเร็งน้อย ถ้าค่ามากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะมากขึ้น ถ้าค่า BIRAD ตั้งแต่ 4 ขึ้นไปถือว่าให้ผลบวก ต้องทำการส่งตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยัน (Gold Standard)
- การคัดกรองโรคมะเร็งนั้นจำเป็นต้องใช้เครื่องมือคัดกรองที่มีความไว (Sensitivity) สูง และความจำเพาะ(Specificity) สูงด้วย จึงกำหนดให้การทำแมมโมแกรมคือเครื่องมือคัดกรอง ก่อนที่จะไปยืนยันด้วย Gold Standard
มูลนิธิถันยรักษ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556-2565
โดย
- ขึ้นทะเบียนหญิงอายุ 30-70 ปีใน 21 จังหวัดครอบคลุมทุกภาค จำนวน 1.9 ล้านคน โดยให้ อสม.สอนการตรวจเต้านมด้วยตนเอง จากนั้นบันทึกในสมุดบันทึกการตรวจเต้านมให้แก่สตรีละแวกบ้าน จากนั้นติดตามการตรวจเต้านมด้วยตนเองและการเป็นมะเร็งเต้านมของสตรี 1.9 ล้านคนที่ลงทะเบียน โดยทำการคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นขั้นๆ จาก BSE-->CBE-->Mammogram-->ตรวจชิ้นเนื้อ ตั้งเป้าให้พบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรักษา ภายใต้แนวคิด "มะเร็งเต้านม รู้เร็วรักษาได้ผลดี "
- วิธีการรักษามะเร็งเต้านมหลักๆ มี 5 วิธี คือการผ่าตัด (Surgery) การฉายแสง (Radiation) เคมีบำบัด (Chemotherapy) ฮอร์โมนบำบัด (Hormone Therapy) และการรักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy)
- ถ้าทำการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ พบก้อนมะเร็งขนาดเล็ก (Down size) พบมะเร็งระยะแรก (Down Stage) และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต (Increase Survival)
- จากการศึกษาดังกล่าว พบว่ากลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ (Regular BSE) พบก้อนมะเร็งเต้านมขนาดเล็ก (Small Cancer Size) มะเร็งเต้านมระยะแรก (Early Staging) และอัตราการรอดชีวิต (Survival Rate) สูงกว่ากลุ่มที่ตรวจเต้านมด้วยตนเองไม่สม่ำเสมอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
- การศึกษานี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ (Breast Journal) ในปี 2019 : Impact of Regular Breast Self Examination on breast cancer size,staging and mortality in Thailand
- โครงการนี้ได้พิสูจน์ว่าการคัดกรองมะเร็งเต้านมแบบเป็นขั้นๆ โดยเริ่มจาก การตรวจเต่านมด้วยตนเอง มีประสิทธิผล จึงนำมาสู่การขยายผลโครงการฯ โดยลดช่วงอายุกลุ่มเป้าหมาย จากเดิม 30-70 ปี ลงมาในกลุ่มอายุ < 30 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงอายุของนักศึกษา



