Health Literacy Media Display
การให้คำปรึกษา (Conseling)
คณาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช (2020-12-02)

Contents:

  1. มุมมองที่แตกต่างทำให้มองภาพเดียวกันแต่แปลผลแตกต่างกัน
  2. ปัจจัยทางสังคมจิตใจ
  3. ทฤษฎีบุคลิกภาพของมนุษย์
  4. หลักในการเข้าใจมนุษย์
  5. คุณสมบัติของผู้ให้การปรึกษา(counselor)
  6. นิยามและแนวคิดการให้คำปรึกษา (Counseling)
  7. หลักการพื้นฐานในการให้คำปรึกษา
  8. ขั้นตอนในกระบวนการให้คำปรึกษา การให้คำปรึกษา 5 ขั้นตอน
  9. เงื่อนไขสำคัญและจำเป็นสำหรับความงอกงามของมนุษย์
  10. ปัจจัยที่ทำให้การให้คำปรึกษาประสบความสำเร็จ
  11. เทคนิคสำคัญในการให้คำปรึกษา
  12. ธรรมชาติของมนุษย์
  13. ทักษะเบื้องต้นในการให้คำปรึกษา

มุมมองที่แตกต่างทำให้มองภาพเดียวกันแต่แปลผลแตกต่างกัน

click เพื่อดูรายละเอียด
ภาพที่ 1.

click เพื่อดูรายละเอียด
ภาพที่ 2.

click เพื่อดูรายละเอียด
ภาพที่ 3.

ปัจจัยทางสังคมจิตใจ

ปัจจัยทางสังคมจิตใจ สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก และการกระทำ เกี่ยวข้อง กับความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ประเพณีวัฒนธรรม แนวทางที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ปุจฉา
  1. ข้าพเจ้าคือใคร
  2. ข้าพเจ้าเป็นบุคคลเช่นไร
  3. ข้าพเจ้าภูมิใจอะไรในตนเองบ้าง
  4. ข้าพเจ้าภูมิใจอะไรในตนเองบ้าง
  5. ข้าพเจ้ามีวิธีการที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุขได้อย่างไร

ทฤษฎีบุคลิกภาพของมนุษย์

  1. แนวคิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Approach) Sigmund Freud เชื่อว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณ (Instincts) 2 ชนิด ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดคือสัญชาตญาณในการดำรงชีวิต (Life Instinct : Eros) และสัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct : Thanatos)
    1. อิด (id) สนองความต้องการของตนตามหลักการแห่งความพอใจ (Pleasure Principle) โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมที่ขาดการควบคุม การยับยั้งชั่งใจ ขาดสติ
    2. อีโก้ (Ego) ปฏิบัติการโดยใช้หลักการแห่งความจริง (Reality Principle)เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรมให้เหมาะสม ที่เรียกว่ากลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanism)
    3. ซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) ควบคุมการแสดงพฤติกรรมของบุคคลโดยยึดหลักค่านิยมของสังคม (Value Principle) ที่ขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และบุคคลใกล้ชิด
    ข้อไหนเป็น Id, Ego ,Super Ego
    1.ทุกอย่างมันเป็นความผิดของคุณ ......
    2.ดีแล้วที่เค้าเลิกกับเรา เราจะได้มีอิสระ ......
    3.ที่แม่ตีเพราะว่าแม่รักนะ .....
  2. แนวคิดมนุษยนิยม (Humanistic) เชื่อเรื่องคุณค่าของการให้ความเคารพโดยปราศจากเงื่อนไขต่อคนอื่น ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากคือ Maslow Hierachy of Need โดยเชื่อในเรื่องแรงจูงใจ และลำดับขั้นของการสนองความต้องการ คือเมื่อสามารถสนองความต้องการในระดับล่างได้แล้ว ก็ต้องการสนองความต้องการในระดับที่สูงขึ้น
  3. A-B-C สิ่งเร้า (Antecedent) ทำให้เกิดพฤติกรรม (Behavior) และพฤติกรรมทำให้เกิดผลที่ตามมา (Consequence)

หลักในการเข้าใจมนุษย์

  1. ปฏิกิริยาต่อการรับรู้ข่าวร้าย (Elizabeth Kubler-Ross) ปฏิกิริยาต่อการรับรู้ข่าวร้าย (Elizabeth Kubler-Ross) ประกอบด้วย
    1. Denial (Shock) คือ การตกใจและปฏิเสธความจริง
    2. Anger : ความโกรธ
    3. Bargaining : อยากต่อรอง
    4. Depression : เศร้า วิตกกังวล ซึมเศร้า
    5. Acceptance เป็นระยะที่ยอมรับความจริง
  2. กลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) : กลุ่มจิตวิเคราะห์

คุณสมบัติของผู้ให้การปรึกษา(counselor)

  1. มีความเห็นอกเห็นใจ(Empathy)สามารถแสดงคำพูด(verbal) และภาษากาย(nonverbal)
  2. มีความจริงใจ เป็นธรรมชาติ
  3. ไม่อคติ ไม่ตัดสินโดยใช้ประสบการณ์ หรือใช้ทัศนคติส่วนตัว
  4. ยอมรับความคิดและการกระทำของผู้รับการปรึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข

นิยาม และแนวคิดในการปรึกษา(counseling)

  1. การให้คำปรึกษา คือ กระบวนการที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล อาศัยการสื่อสารสองทาง ระหว่างบุคคลหนึ่งในฐานะผู้ให้การปรึกษา(counselor ) ซึ่งทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็น ผู้รับการปรึกษา ( client ) ได้สำรวจและทำความเข้าใจ สิ่งที่เป็นปัญหา และแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง
  2. เป้าหมายเพื่อให้client เกิดการเรียนรู้ เข้าใจปัญหาตนเองจนสามารถตัดสินใจ และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
  3. Counselor มีความเข้าใจ ทัศนคติ และใช้เทคนิคการปรึกษา

หลักการพื้นฐานในการให้คำปรึกษา

  1. การให้การปรึกษา มีสิ่งที่แตกต่างจากการให้บริการทั่วไป ผู้ให้การปรึกษา( จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ และวิธีการตอบสนองบางอย่างต่อผู้รับการปรึกษา เช่น
    1. เชื่อในศักยภาพของผู้รับการปรึกษา
    2. แสดงออกถึงความเท่าเทียมกันระหว่าง Counselor & Client
    3. วางตัวเป็นกลาง
    4. ใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการรับรู้ทั้งเนื้อหาและอารมณ์
  2. สร้างความไว้วางใจ
  3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความเห็นอกเห็นใจ จริงใจ
  4. เน้นการรักษาความลับ
  5. ศูนย์กลางความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจอยู่ที่ผู้รับการปรึกษา(client centered centered)

ขั้นตอนในกระบวนการให้คำปรึกษา

  1. สร้างสัมพันธภาพ-ตกลงบริการ
  2. สำรวจปัญหา
  3. ทำความเข้าใจปัญหา สาเหตุ ความต้องการ
  4. วางแผนการแก้ไขปัญหา
  5. ยุติกระบวนการ

เงื่อนไขสำคัญและจำเป็นสำหรับความงอกงามของมนุษย์

  1. ความสอคล้อง (Congruence)
  2. การยอมรับทางบวกอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional postive regards)
  3. การเข้าถึงใจ (Empathy)

ปัจจัยเสริมที่ทำให้การให้คำปรึกษาประสบความสำเร็จ

  1. ภาษาท่าทางเพื่อสัมพันธภาพ SOLER
    1. Squarely นั่งเป็นมุมฉาก ไม่นั่งประจัญหน้ากัน
    2. Open ท่าทีเปิดเผย
    3. Lean โน้มตัวมาด้านหน้า เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเราฟังอย่างตั้งใจ
    4. Eye contact สบตาขณะพูด ไม่สนใจมองอย่างอื่น รวมถึงห้ามนำปกกาและกระดาษมาจดบันทึก
    5. Relax ท่าทีผ่อนคลาย
  2. การใช้เทคนิคต่างๆในการให้คำปรึกษา ซึ่งจะทำให้ผู้รับการปรึกษาสามารถ
    1. เปิดเผยเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกของตนได้อย่างต่อเนื่อง
    2. ลดปฏิกิริยาทางจิตใจที่เกิดขึ้นให้สงบลง
    3. เพิ่มศักยภาพของตนเองในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้

เทคนิคสำคัญในการให้คำปรึกษา

  1. เทคนิคที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า
    1. Giving information (การให้ข่าวสาร ให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริงแก่ผู้รับบริการ เช่น การบอกสถานที่ การแนะนำชื่อพยาบาล ตำแหน่ง)
      ตัวอย่าง “ดิฉันชื่อ…….” หรือ “ดิฉันเป็นพยาบาลวิชาชีพ……”
    2. Giving recognition คือ การแสดงให้ผู้รับบริการเห็นว่าพยาบาลรู้จักผู้ใช้บริการ พยาบาลเห็นความสำคัญของผู้รับบริการ เช่น การเรียกชื่อผู้รับบริการอย่างถูกต้อง หรือ การบอกกล่าวสิ่งที่พยาบาลเห็นที่เปลี่ยนแปลง
      ตัวอย่าง “วันนี้คุณดูไม่สดชื่นเลย” หรือ “ทรงผมใหม่ของคุณทำให้คุณดูสดใสมากขึ้น”
    3. Offering self (การเสนอตัวเพื่อรับฟังปัญหา หรืออยู่เป็นเพื่อนผู้รับบริการในยามทุกข์ หรือ ผู้รับบริการต้องการใครสักคน
      ตัวอย่าง “ดิฉันจะนั่งเป็นเพื่อนคุณสักครู่” “ดิฉันยินดีรับฟังเรื่องราวของคุณ” “ถ้าคุณมีสิ่งที่ไม่สบายใจสามารถเล่าให้ดิฉันฟังได้” เป็นต้น
  2. เทคนิคในการกระตุ้นผู้รับบริการให้เป็นฝ่ายนำในการสนทนาหรือทำให้การสนทนาดำเนินต่อไป
    1. Using broad opening statement (การใช้คำกล่าวกว้างๆ เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการเลือกหัวข้อในการสนทนา เลือกพูดถึงสิ่งที่อยู่ในความคิด หรือสิ่งที่กังวลและครุ่นคิดอยู่
      ตัวอย่าง “คุณกำลังคิดอะไรอยู่คะ?” “มีเรื่องอะไรที่ทำให้คุณกังวลใจอยู่หรือ” เป็นคำกล่าวที่สื่อความหมายพยาบาลเต็มใจและพร้อมที่จะรับฟังผู้ใช้บริการ
    2. Using general lead (การใช้คำกล่าวนำทั่วๆไป) เป็นคำกล่าวนำที่ช่วยกระตุ้นและจูงใจให้ผู้รับบริการพูดต่อไปในกรณีที่ผู้รับบริการพูดแล้วหยุดเงียบไป
      ตัวอย่าง คำว่า “ค่ะ” หรือ “คะ” “แล้วอย่างไรต่อไปคะ” เป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการพูดต่อไป สิ่งสำคัญคือ ควรเลือกใช้เทคนิคให้เหมาะสมกับโอกาสเพราะบางโอกาสความเงียบจะมีประโยชน์กว่า การใช้เทคนิคนี้จึงควรใช้แต่น้อย
    3. Reflection (การสะท้อนคำพูดของผู้ใช้บริการ) จะกล่าวซ้ำทั้งประโยค หรือกล่าวซ้ำเพียงคำพูดหรือกล่าวซ้ำความหมายในสิ่งที่ผู้รับบริการพูด
      ตัวอย่าง ถ้าผู้รับบริการกล่าวว่า “คนที่บ้านไม่สนใจฉัน” พยาบาลกล่าวซ้ำ “คนที่บ้านไม่สนใจคุณ” ให้ผู้รับบริการได้ยินสิ่งที่ผู้รับบริการพูดใหม่ เพื่อให้ประเมินคำพูดของตัวเองอีกครั้ง
    4. Accepting (การยอมรับผู้รับบริการและสิ่งที่ผู้ใช้บริการพูด โดยการพยักหน้ารับ หรือฟังเฉยๆโดยไม่กล่าวโต้แย้ง ไม่ได้หมายความว่าพยาบาลจะต้องเห็นด้วยเสมอไป แต่เมื่อไม่เห็นด้วยก็อย่าได้โต้แย้งออกไป
      ตัวอย่าง การพยักหน้ารับเป็นการบอกว่าเราเข้าใจความรู้สึกของเขา เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้บริการพูดและต้องการให้ผู้ใช้บริการพูดต่อไป หรือคำว่า “ค่ะ”
  3. เทคนิคในการกระตุ้นผู้รับบริการให้พูดระบายความคิดและความรู้สึก
    1. Sharing observation (บอกกล่าวถึงสิ่งที่พยาบาลสังเกตเห็นในตัวผู้รับบริการ) เทคนิคนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้รับบริการพูดถึงความรู้สึกที่แท้จริงของผู้รับบริการ
      ตัวอย่าง เช่น พยาบาลอาจบอกว่า “สีหน้าคุณดูเหมือนไม่ได้นอน” หรือ “สีหน้าคุณดูกังวลมาก”
    2. Acknowledge the patient’s feeling (การแสดงการรับรู้ความรู้สึกของผู้รับบริการ และ ยอมรับว่าผู้รับบริการมีความรู้สึกเช่นนั้นไม่เป็นสิ่งที่ผิดปกติแต่อย่างใด
      ตัวอย่าง ผู้รับบริการบอกว่า “พยาบาลที่นี่ไม่เอาใจใส่คนไข้” พยาบาลอาจแสดงอาการรับรู้ความรู้สึกนี้โดยกล่าวว่า “คุณรู้สึกว่าพยาบาลที่นี่ไม่เอาใจใส่คนไข้”
    3. Using silence (การใช้ความเงียบ) ความเงียบที่มีความหมายและ ถูกจังหวะจะช่วยกระตุ้นผู้รับบริการให้พูดระบายความคิดและความรู้สึกของผู้รับบริการต่อไป ความเงียบที่ใช้อย่างถูกต้องจะมีประโยชน์กว่าการใช้คำพูดปลอบใจที่ไร้ความหมาย
      ตัวอย่าง ขณะสนทนาผู้รับบริการเริ่มร้องไห้…..พยาบาลควรหยุดสนทนาและ นั่งอยู่เป็นเพื่อนเงียบ
    4. Clarifying (การขอความกระจ่างในคำพูดที่ไม่ชัดเจน) การให้ผู้รับบริการอธิบายความหมายของคำ ของประโยคที่เขาใช้ซึ่งเราอาจจะไม่เข้าใจใหม่
      ตัวอย่าง พยาบาลอาจจะบอกผู้รับบริการว่า “ดิฉันไม่แน่ใจว่าดิฉันเข้าใจสิ่งที่คุณพูด” หรือ “คุณช่วยอธิบายความหมายของคำว่า....
  4. เทคนิคในการส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจตรงกัน
    1. Clarifying (การขอความกระจ่างในคำพูดที่ไม่ชัดเจน) การให้ผู้รับบริการอธิบายความหมายของคำ ของประโยคที่เขาใช้ซึ่งเราอาจจะไม่เข้าใจใหม่
      ตัวอย่าง พยาบาลอาจจะบอกผู้รับบริการว่า “ดิฉันไม่แน่ใจว่าดิฉันเข้าใจสิ่งที่คุณพูด” หรือ “คุณช่วยอธิบายความหมายของคำว่า....
    2. Verbalizing implied thought and feeling (การให้ความหมายของความคิดและแสดงความรู้สึก) บ่อยครั้งเราพบว่าผู้รับบริการใช้คำพูดเป็นนัย ให้ผู้ฟังเข้าใจเอาเองถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้นพยาบาลไม่ควรแปลหรือสรุปความเอง
      ตัวอย่าง “ฉันว่าเสียเวลาเปล่าๆ ที่มาคุยกัน” พยาบาลเข้าใจว่า ผู้รับบริการรู้สึกไม่พอใจ ผู้รับบริการอาจต้องการวิธีการช่วยเหลือวิธีอื่นๆ ก็ได้ พยาบาลใช้เทคนิคนี้สอบถามความรู้สึกที่แท้จริงโดยการกล่าวว่า “คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้ประโยชน์จากการคุยกันวันนี้ ใช่ไหมคะ” เทคนิคนี้จะช่วยกระตุ้นผู้รับบริการได้พูดถึงความรู้สึกที่แท้จริงต่อไป และพยาบาลจะได้มีความเข้าใจตรงกัน
    3. Validating (การตรวจสอบว่าความเข้าใจของพยาบาลนั้นตรงกับความต้องการและความรู้สึกจริงๆของผู้ใช้บริการหรือไม่)
      ตัวอย่าง พยาบาลอาจคาดคะเนว่า ผู้รับบริการมีความรู้สึกกังวลน้อยลงหลังจากได้เล่าเรื่องราวที่ไม่สบายใจ พยาบาลอาจใช้วิธีการ validating ตรวจสอบความเข้าใจโดยการถามว่า “คุณคงสบายใจขึ้นหลังจากได้เล่าเรื่องต่างๆเหล่านี้”
  5. เทคนิคการกระตุ้นให้ผู้รับบริการคิดและไตร่ตรองเรื่องราวของเขาใหม่
    1. Focusing (การนำผู้รับบริการให้รวมจุดสนใจอยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง) ในกรณีที่พยาบาลรู้สึกสับสนใจในเนื้อหาที่ผู้ใช้บริการพูดหรือพูดหลายเรื่องยังจับใจความที่ผู้ใช้บริการพูดไม่ได้
      ตัวอย่าง กรณีที่ผู้รับบริการพูดปัญหาหลายเรื่อง พยาบาลไม่แน่ใจว่าประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาของผู้ใช้บริการคืออะไร พยาบาลอาจพูดว่า “ที่คุณเล่ามามี 2 เรื่อง คือ 1) กังวลเรื่องผลการตรวจเต้านม 2) การรักษาด้วยน้ำมันกัญชา คุณคิดว่าเรื่องไหนที่คุณต้องการพูดถึงมากที่สุดในวันนี้”
    2. Exploring (การสอบถามเพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้นกระจ่างขึ้น) การสอบถามให้ลึกและกว้างขึ้นนี้จะช่วยทำให้ผู้รับบริการได้คิด ได้ไตร่ตรองเรื่องราวใหม่
    3. Voicing doubt (การตั้งข้อสงสัย) การแสดงความสงสัยในสิ่งที่ผู้รับบริการเล่า ใช้ในกรณีที่พยาบาลเห็นว่าเรื่องราวที่ผู้รับบริการไม่น่าจะเป็นไปได้ การใช้เทคนิคนี้ต้องระวังเป็นอย่างมากและไม่ควรใช้บ่อย ถ้าใช้บ่อยผู้รับบริการอาจจะเข้าใจว่าพยาบาลไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด เช่น พยาบาลตั้งข้อสงสัยและถามผู้ใช้บริการว่า “มันไม่น่าจะเป็นไปได้นะที่ทุกคนจะเกลียดคุณหมด” หรือ “เป็นไปได้หรือ”
    4. Summarizing (การสรุปข้อความเมื่อผู้ใช้บริการพูดจบแล้ว) เป็นการกล่าวสรุปเพื่อให้ผู้รับบริการได้ยินสิ่งที่เขาเล่ามาทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง เป็นการตรวจสอบกับผู้รับบริการว่าเรื่องที่เขาเล่านั้นพยาบาลได้เข้าใจถูกต้องหรือไม่ การสรุปความมักจำทำในตอนท้ายๆของ session หรือเมื่อผู้รับบริการเล่าหลายๆเรื่อง พยาบาลช่วยสรุปว่าเขาได้พูดเรื่องอะไรไว้บ้าง พยาบาลอาจพูดว่า “ในชั่วโมงที่ผ่านมาเราได้คุยกันเรื่อง..............”

ธรรมชาติของมนุษย์




ทักษะในการให้คำปรึกษาเบื้องต้น

  1. ทักษะการใส่ใจ (Attending Skill) “3 V’s + 1B”
    1. Visual/eye contact (การประสานสายตา)
    2. Vocal qualities (คุณภาพน้ำเสียง)
    3. Verbal tracking (การติดตามแกะรอยคำพูด)
    4. Body language (ภาษาท่าทาง)
  2. ทักษะการใส่ใจ (Attending Skill)



  3. ทักษะการสังเกต (Observation Skill) สังเกตรูปแบบการใส่ใจของผู้รับการปรึกษา (Observe attending patterns of clients) เช่น
    1. หลบสายตา เปลี่ยนท่าทางหรือน้ำเสียง
    2. กอดอกหรือนั่งไขว่ห้างเมื่อต้องการยุติประเด็นที่กำลังสนทนาอยู่
    3. เบี่ยงเบนสายตาไปมาอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกสับสน
    4. พูดตะกุกตะกักหรือลังเลใจที่จะพูดเมื่อสนทนาเรื่องที่เป็นปัญหา
    5. การเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกัน (Dissynchrony movement)
    6. ความขัดแย้งระหว่างพฤติกรรม : หัวเราะทั้งน้ำตา
    7. ความขัดแย้งของคำพูด
    8. ความขัดแย้งระหว่างคำพูดและพฤติกรรม
    9. สังเกตภาษากาย (Observe body language)
  4. ทักษะการให้การปรึกษา ในส่วนของลำดับขั้นการฟังฟื้นฐาน (The Basic Listening Sequence) “เมื่อเกิดความสงสัย โปรดจงรับฟัง” จะทำให้ผู้ให้การปรึกษาได้รับข้อมูลความจริงเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม ซึ่งตรงกับสิ่งที่ผู้รับการปรึกษากังวลใจ และเข้าใจเรื่องราวของผู้รับการปรึกษาอย่างครบถ้วน
    จะทำให้ผู้รับการปรึกษาเกิดความสามารถอันน่าทึ่งในการแก้ไขประเด็นปัญหาและสิ่งท้าทายต่างๆ โดยผู้ให้การปรึกษาไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือหรือแทรกแซงใดๆ
    ผู้ให้การปรึกษาเกิดความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการให้การปรึกษา
    1. คำถามปลายเปิดและคำถามปลายปิด(Open and Closed Questions)

    2. การให้กำลังใจ การทวนสาระ และการสรุปความ (Encouraging, Paraphrasing, and Summarizing)
      1. การให้กำลังใจ (Encouraging) ควรกระทำอย่างพอเหมาะพอดี
      2. การทวนสาระ (Paraphrasing) สังเกต รับฟังคำสำคัญ แล้วทวนให้ผู้รับการปรึกษารับฟัง หรือนำคำพูดของผู้รับการปรึกษามาเรียบเรียงด้วยคำพูดของตนเอง แต่ยังคงสาระสำคัญตามคำพูดของผู้รับการปรึกษาไว้ เพื่อสร้างความชัดเจนในประเด็นที่ผู้รับการปรึกษาสับสน เพื่อยุติการพูดประเด็นซ้ำๆกันโดยไม่จำเป็น


    3. การสะท้อนความรู้สึก (Reflection of Feeling)
      1. คือการทำให้คำความรู้สึกที่ซ่อนเร้นภายใน ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
      2. คือการทำให้คำความรู้สึกที่ซ่อนเร้นภายใน ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
      3. การสังเกตอารมณ์ความรู้สึก ระบุอารมณ์ที่ถูกต้อง และกล่าวซ้ำให้ผู้รับการปรึกษาฟัง
      4. ควรที่จะเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆที่สะท้อนถึงความรู้สึก ทั้งทางด้านลบและบวก