แบบประเมินตนเองเพื่อพัฒนา OHL
(SA-OHL-Thai)
(7 หมวด 20 Items 62 Indicators)

1. ฝ่ายบริหารขับเคลื่อนวัฒนธรรมความรอบรู้ด้านสุขภาพขององค์กร(OHL)โดยการส่งเสริมเป้าหมายและความคาดหวังสำหรับองค์กร และโดยการกำหนดพฤติกรรมที่คาดหวังสำหรับบุคลากร
2. ฝ่ายบริหารรับประกันว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพถูกนำไปใช้ในทุกแง่มุมที่เกี่ยวข้องขององค์กร ถูกวัดผลอย่างชัดเจน ถูกติดตามตรวจสอบเป็นประจำ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
3. ฝ่ายบริหารทำหน้าที่ในคณะกรรมการกำกับดูแลสำหรับความรอบรู้ด้านสุขภาพขององค์กร
4. ฝ่ายบริหารทบทวนตัวชี้วัดความสำเร็จของมาตรการที่เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ

1. ผู้รับผิดชอบในเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน *(เช่น ผ่านเจ้าหน้าความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ ทีมความรอบรู้ด้านสุขภาพ)
2. คัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ และจัดสรรในแผนธุรกิจ / แผนปฏิบัติการ
3. มีการวางแผนและดำเนินการมาตรการเฉพาะสำหรับการนำความรอบรู้ด้านสุขภาพขององค์กรไปปฏิบัติ *(เช่น เพื่อปรับปรุงข้อมูล การสื่อสาร การนำทาง)
4. ทุกหน่วยงานและนโยบาย สนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพขององค์กร (เช่น ในหน่วยงานและนโยบายสำหรับการจัดการคุณภาพ การส่งเสริมสุขภาพ การจัดการความเสี่ยง การจัดการทรัพยากรบุคคล การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก)
5. องค์กรแสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความเคารพต่อค่านิยม ความต้องการ และความพึงพอใจของกลุ่มวัฒนธรรมภายในชุมชน
6. ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของการวัดผลการดำเนินงานขององค์กร (Organization Performance)

1. เอกสาร (สิ่งพิมพ์และ/หรือออนไลน์) เป็นไปตามแนวทางการออกแบบเพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้น (ขนาดฟอนต์, ระยะห่างระหว่างบรรทัด, โครงสร้างสี, การใช้ภาพ)
2. ไม่ใช้เอกสารอย่างเดียวแทนการสื่อสารด้วยวาจา โดยให้ใช้เอกสารเพื่อเสริมการสื่อสารด้วยคำพูด และเป็นเครื่องช่วยจำสำหรับผู้ป่วย
3. เอกสารและสื่อโสตทัศน์ได้รับการทบทวนเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลที่ดีที่สุด *(เช่น อิงตามหลักฐานล่าสุด)* วัสดุรวมถึงข้อความแสดงวันที่อัปเดตล่าสุดและแหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อให้สามารถประเมินคุณภาพของแหล่งข้อมูลเดิมได้อย่างอิสระ*

1. กำหนดแนวทาง(guideline) ในการใช้บริการดิจิทัลและสื่อแบบใหม่ เพื่อสนับสนุนการสื่อสารและการถ่ายทอดข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ

1. องค์กรมีกลไกและขั้นตอนในการรับข้อเสนอแนะและการร้องเรียนจากผู้ป่วยเพื่อปรับปรุงให้เอกสาร สื่อ และบริการ มีความเข้าใจง่าย
2. องค์กร ร่วมกับ ตัวแทนของบุคลากรในการพัฒนาและประเมินสื่อ การสื่อสารและบริการ

1. เอกสารและบริการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการได้รับการพัฒนาและทดสอบร่วมกับผู้แทนกลุ่มผู้รับบริการ
2. แนวทางและขั้นตอนในสื่อสารกับ ผู้รับบริการ หรือ บุคลากร ได้รับการพัฒนาและทดสอบไม่เพียงแต่กับตัวแทนบุคลากร แต่ยังรวมถึงตัวแทนผู้ป่วยด้วย (เช่น บุคคลที่มีทักษะการอ่านจำกัด สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะ)

1. ผู้รับบริการ ได้รับการแจ้งอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ในเรื่องการจัดการตนเองในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับภาวะสุขภาพของตน
2. องค์กรให้สุขศึกษาแก่ผู้รับบริการ เกี่ยวกับการจัดการตนเอง เช่นโรคติดต่อตามฤดูกาล โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) หรือส่งต่อผู้ป่วยไปยังผู้ให้บริการรายอื่น
3. องค์กรให้การศึกษาแก่ญาติหรือผู้ดูแลผู้รับบริการ ถึง วิธีการช่วยเหลือผู้ป่วย หรือถ้าเกินความสามารถให้เลือกการส่งต่อหน่วยบริการอื่น
4. มีระบบตรวจสอบและบันทึกรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
5. ตระเตรียมข้อมูล รวมถึง การอบรมในเรื่องการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือส่งต่อให้ไปรับการอบรม
6. ในกรณีที่มีการส่งต่อ เป็นความรับผิดชอบในการส่งต่อผลการตรวจทางคลินิกไปยังองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องสำหรับการรักษา ทั้งนี้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย

1. มีการวัดวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการติดตามกำกับให้เป็นไปตามแผน
2. มีการนำข้อมูลจากการวัด วิเคราะห์มาปรับกระบวนการและสร้างนวัตกรรม

1. องค์กรสื่อสารประสบการณ์เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพขององค์กรผ่านสิ่งพิมพ์ การนำเสนอ และสื่ออื่นๆ
2. องค์กรมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยและพัฒนาด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ
3. องค์กรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเป้าหมาย (นโยบาย) ที่กว้างขึ้นหรือแผนปฏิบัติการในด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ

1. องค์กรรับประกันว่าบุคลากร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกับผู้ป่วยและบุคลากรใหม่ ได้รับการฝึกอบรมด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสื่อสารที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
2. บุคลากรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ ก.)การใช้คำและวลีที่ชัดเจน เป็นภาษาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ข.) การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ง่าย ค.) การฟังอย่างตั้งใจ การส่งเสริมให้ถามคำถาม ง.) การใช้วิธีการและเทคนิค เช่น chunk-and-check หรือ teach-back ง.) การส
3. องค์กรจัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
4. องค์กรจัดให้มีมาตรการสำหรับการป้องกันหรือการจัดการตนเองเกี่ยวกับโรคเรื้อรังของบุคลากร หรือโรคติดต่อตามฤดูกาล
5. มีสื่อเพื่อเพิ่มความตระหนักของบุคลากรเกี่ยวกับประเด็นวิถีชีวิตที่มีผลต่อสุขภาพ* (เช่น โปสเตอร์, แผ่นพับ, สื่อใหม่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)

1. ข้อมูลการติดต่อ ที่ตั้ง และข้อมูลการเดินทางมาถึงองค์กรสามารถค้นหาได้ง่ายผ่านเครื่องมือค้นหาอินเทอร์เน็ต
2. ป้ายบอกทางขององค์กร และทางเข้า มีความชัดเจนมองเห็นได้เมื่อเข้าใกล้บริเวณโรงพยาบาล *(เช่น บนถนนเข้าใกล้ การขนส่งสาธารณะ)
3. มีจุดให้ข้อมูลที่ทางเข้าหลักของสถานบริการ เพื่อบอกทางให้กับผู้มารับบริการ

1. ผู้รับบริการได้รับทราบเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับบริการ รวมถึงอัตราค่าบริการ (ถ้ามี)
2. มีข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรค เช่น โรคติดต่อตามฤดูกาล โรคประจำถิ่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCD) และมะเร็ง ในรูปแบบต่างๆที่เข้าใจง่าย (เช่น โบรชัวร์ เสียง วิดีโอ เว็บ) โดยจัดไว้ในพื้นที่เหมาะสม
3. มีข้อมูลรูปแบบต่างๆที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับวิถีชีวิตสุขภาพ โดยจัดไว้หลายพื้นที่และให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

1. แนวทางการสื่อสารคำนึงถึงความต้องการที่หลากหลายของผู้รับบริการกลุ่มต่างๆ ก.) ภูมิหลังทางภาษา ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ข.)ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน สติปัญญา เป็นต้น
2. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริการ อย่างเพียงพอ ชัดเจน และเป็นรายบุคคล ตามหลักฐานล่าสุด เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการรับบริการได้อย่างเหมาะสม *(เช่น การตัดสินใจร่วมกัน การใช้เครื่องมือช่วยตัดสินใจ)
3. เจ้าหน้าที่ใช้ภาษาที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงคำสแลงหรือศัพท์เทคนิคเมื่อสื่อสารกับผู้รับบริการ (ทั้งลายลักษณ์อักษรและวาจา)
4. อนุญาตและสนับสนุนให้ผู้รับบริการนำครอบครัว เพื่อน มาร่วมตัดสินใจในการเลือกแนวทางในการให้บริการ
5. ให้เวลาที่เพียงพอและเหมาะสมสำหรับการปรึกษาแก่ผู้รับบริการ
6. ส่งเสริมให้ผู้รับบริการนัดหมายเวลาที่ตนสะดวก
7. สื่อประเภทต่างๆ ทั้งแบบพิมพ์ โสตทัศน์ หรือดิจิทัล ด้วยภาษาของกลุ่มผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง (เช่น แผ่นข้อมูล, แบบฟอร์มยินยอม)
8. กรณีมีความจำเป็น มีความพร้อมในการให้บริการล่ามแปลภาษา ในเวลาให้บริการ และยังให้ความช่วยเหลือในการกรอกแบบฟอร์มหรือเอกสาร

1. องค์กรออกแบบและจัดสถานที่ที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น โรงอาหารสุขภาพ สนามกีฬา พื้นที่สีเขียว มีทางลาดเพื่อให้ให้สามารถเข้าถึงได้ทุกคน (Universal Design)

1. องค์กรถือว่าความผิดพลาดในการสื่อสารเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse Event หรือ AV) ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการวิเคราะห์ที่มาของข้อผิดพลาดที่ตรวจพบและปรับปรุงกระบวนการสื่อสาร
2. การสะท้อนกลับ (Feeback) หรือ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้รับบริการ สุขาภิบาลภายในองค์กร ฯลฯ ถูกนำมารวมในการจัดการความเสี่ยง(Risk Management) ที่ดำเนินการตามปกติ (routine) (เช่น การสำรวจความเสี่ยง, แบบฟอร์มข้อเสนอแนะ, ข้อร้องเรียนผู้ป่วย)
3. มีพร้อมของกระบวนการ(Process) หรือระเบียบปฏิบัติ (Procedure) ในการจัดการความเสี่ยงสูงต่อผู้รับบริการ ซึ่งต้องใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจว่ามีเข้าใจข้อมูลที่ให้มาอย่างครบถ้วน
4. บริการที่เสี่ยงต่อการกิดข้อผิดพลาดสูง ต้องได้รับการอธิบายอย่างละเอียด รวมถึงการสอบทวนความเข้าใจ (Teach back)
5. แผนอพยพกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้ข้อมูลหรือสัญญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย รวมถึงคำนึงถึงผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือการมองเห็น และ/หรือความสามารถทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่มีความเปราะบางประเภทอื่นๆ

1. องค์กรออกแบบและจัดสถานที่ทำงาน (Work place) โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและอาชีวอนามัย

1. องค์กรให้ข้อมูลที่อิงตามหลักฐานและไม่ใช่เชิงพาณิชย์เกี่ยวกับหัวข้อสุขภาพที่เกี่ยวข้องแก่ชุมชนท้องถิ่นที่ให้บริการ (เช่น ผ่านงานมหกรรมสุขภาพ, การบรรยายสาธารณะ)
2. องค์กรให้สุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพเพื่อสร้างทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับประชากรในพื้นที่ (เช่น โดยการจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพในสถานที่ทำงานในบริษัทต่างๆในพื้นที่ หรืออำนวยความสะดวกการนำเที่ยวชมโรงพยาบาลสำหรับนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นท
3. องค์กรเพิ่มเครือข่าย (HLO Network) และดำเนินมาตรการสนับสนุนเองค์กรที่อยู๋ในเครือข่ายอย่างเข็มแข็ง

1. ร้อยละความสำเร็จของการเข้าถึงบริการที่เอื้อต่อสุขภาพ
2. ร้อยละความสำเร็จของการลดต้นทุนที่เกิดจากการเพิ่มความรอบรู้ด้่านสุขภาพ

1. ร้อยละความสำเร็จจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหรือผลลัพธ์ทางสุขภาพดีขึ้น

1. ร้อยละความสำเร็จของการเสริมพลังหรือลดความเหลื่อมล้ำ