เหตุผลของการขยับกลุ่มเป้าหมายมารณรงค์มะเร็งเต้านมในนักศีกษาคือ

  1. มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทยและสตรีทั่วโลก
  2. ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยตลอดช่วงชีวิตของสตรีอเมริกัน 8 คน จะมีโอกาสได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็ง 1 คน และอุบัติการณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  3. ประเทศทางตะวันตก (ยุโรปและอเมริกา) ช่วงอายุที่พบมะเร็งเต้านมสูงสุดคือ 65-69 ปี ในขณะที่ประเทศทางเอเชียและอัฟริกา ช่วงอายุที่พบมะเร็งเต้านมสูงสุดคือ 50-54 ปี หรือจะกล่าวได้ว่า สัดส่วนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยในทวีปเอเชีย จะสูงกว่าประเทศทางตะวันตก
  4. มะเร็งเต้านมในอายุน้อยกว่า 35 ปี จะมีโอกาสเสียชีวิต เป็น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมในช่วง 45-49 ปี และสตรีในทวีปเอเชียพบมะเร็งเต้านมในคนอายุน้อย มากกว่าสตรีในทวีปยุโรปและอเมริกา จึงจำเป็นต้องปรับกลุ่มเป้าหมายในการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองในกลุ่มอายุที่ลดลง


Before (E-learning)
  1. ผลการรักษามะเร็งเต้านมไม่ดี เนื่องจากพบมะเร็งระยะหลัง ซึ่งเกิดจากไม่ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และที่ไม่ตรวจสืบเนื่องจาก ขาดความรู้ หรือความตระหนัก หรือไม่เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองในเบื้องต้นได้
  2. การให้ข้อมูล ความรู้ และการสื่อสาร (Information Eduction Communication หรือ IEC) ผ่านในรูปของ E Learning จึงเป็นมาตรการที่จะถูกนำมาใช้ เพื่อเปลี่ยจาก >"ไม่รู้ ทำไม่ได้ " มาเป็น "รู้และทำได้ ทำเป็น (BSE) " โดย e Learning ได้ออกแบบโดยใช้หลักฐานจากการวิจัย โดยแบ่งเป็น 3 Modules ได้แก่
    1. Module ที่ 1 ความรู้มุ่งสู่ความตระหนัก เพื่อสร้างความรับรู้ (Perception) ให้คนเรียน รับรู้ ตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม รับรู้ความรุนแรงของมะเร็งเต้านม รับรู้ถึงภัยคุกคามของมะเร็งเต้านม และรับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เมื่อเทียบกับ อุปสรรคในการตรวจเต้านมด้วยตนเองซึ่งมีน้อยมาก
    2. Module ที่ 2 การคัดกรองมะเร็งเต้านม ไม่ยากอย่างที่คิด เน้นให้เกิดทักษะของการตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน ด้วยการดูและการคลำหนักเบาต่างกัน 3 ระดับ เชื่อว่าหลังจากเรียน Module ที่ 2 จะเกิดความมั่นใจว่า ตนสามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองได้ (Self Efficacy)
    3. Module ที่ 3 มะเร็งเต้านม รู้เร็วรักษาได้ เพื่อให้ทราบว่ามีวิธีการรักษามะเร็งเต้านมกี่วิธี และผลการรักษามะเร็งเต้านมในระยะ (Staging) ต่างๆ มีความแตกต่างกันมาก เพื่อไปสู่เป้าประสงค์ของหลักสูตรว่า " มะเร็งเต้านม รู้แร็วรักษาได้ " คำว่ารักษาได้ในที่นี้ คือ ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี และ 10 ปี เท่ากับ ร้อยละ 97 และ 95 ตามลำดับ อัตราการเกิดผลแทรกซ้อนต่ำ ต้นทุนในการรักษาต่ำกว่า และสามารถใช้วิธีการรักษาแบบสงวนเต้านม โดยตัดเฉพาะก้อมมะเร็ง ไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง ทำให้สูญเสียความเป็นหญิง หลังจากเรียนจบ Module ที่ 3 จะเกิดความรับรู้ถึงประโยชน์ที่ได้รับมากกว่า กับ อุปสรรคของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ที่มีน้อยมาก
After (E-learning)
  1. หลังจากผ่าน 3 Modules จะทำให้ มีความรู้และมีทักษะคือสามารถทำได้ทำเป็น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน ถ้าพบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมจากเดิมที่เคยตรวจ จะไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านโดยไม่ชักช้า (ไม่เกิน 1 อาทิตย์) เพื่อจะนำไปสู่การตรวจยืนยันและวินิจฉัยในท้ายที่สุด และสิ่งที่องค์กรความสนับสนุนเพื่อให้เกิด Cues to Action
    1. สร้่างกิจกรรมการรณรงค์เพื่อให้บรรลุภารกิจพิชิตมะเร็งเต้านม ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดกระแสรวมหมู่และ Peer Presure ให้เกิดการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างแพร่หลายและยั่งยืน
    2. สร้างระบบการตรวจยืนยันและการส่งต่อ ซึ่งขึ้นกับศักยภาพและทรัพยากรของแต่ละมหาวิทยาลัย
  2. การคัดกรองและระบบการตรวจยืนยันและส่งต่อจะทำให้พบความผิดปกติหรือมะเร็งเต้านมในระยะเร็ว ส่งผลให้ผลการรักษาค่อนข้างดี
Consequence
  1. ในระดับบุคคล ถ้าเกิดพฤตินิสัยในการตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอแล้ว อยากให้บอกต่อ เพื่อนๆที่รู้จัก หรือไม่รู้จักที่ติดตามเราทาง Social Media ให้เรียน eLearning
  2. ในรายที่มีจิตอาสา ก็สมัครเป็นอาสาสมัคร ร่วมกันตั้งชมรมถันยรักษ์ เพื่อขยายผลทั้งภายในมหาวิทยาลัย หรือในชุมชน เพื่อให้เกิดการคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างเป็นระบบ โดยประสานกับ ผู้นำของท้องที่และท้องถิ่น รวมถึงสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ (รพ.สต.หรือ รพช.) ตามปณิธานของ มรภ. ที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาชุมชน เป็นวิศกรสังคม
  3. ถ้าเกิดการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จะเกิดการขยายตัวของบุคคลรอบรู้เรื่องมะเร็งเต้านม (Breast Health Literacy) บุคคลรอบรู้ไม่ใช่มีเฉพาะความรู้ แต่มีทั้งความรู้และทักษะ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ
    1. ทักษะในการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และถ้าพบความเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคย ก็จะไปรับการตรวจยืนยันจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยไม่ชักช้า (Basic Health Literacy)
    2. ทักษะในการที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ เมื่อตรวจเต้านมพบความผิดปกติ ได้อย่างมีสติ และไม่ตื่นกลัวแบบไร้เหตุผล (Interactive Health Literacy)
    3. ทักษะในการขับเคลื่อนภาคส่วนต่างๆในสังคม (social Mobilization) ให้มาร่วมรณรงค์ในการคัดกรองมะเร็งเต้านม (Critical Health Literacy)

เป้าหมายของโครงการความร่วมมือภารกิจพิชิตมะเร็งเต้านม ระหว่าง มูลนิธิถันยรักาและ มรภ.
No. เครื่องชี้วัด เป้าหมาย
1. จำนวนนักศึกษา และ บุคลากร ที่เขาร่วมอบรมหลักสูตร ปีที่ 1 (2565) คน 10,000
2. จำนวนจิตอาสา ที่จะถ่ายทอดความรู้ (คน) 3,000
3. จำนวนชุมชนที่ได้รับการขยายผล (ชุมชน) 1,000
4. จำนวนชาวบ้านที่ได้รับการอบรม (คน) 10,000
5. จำนวนคนที่บันทึกการตรวจเต้านมภายใต้แอปฯ สืบสาน (คน) 10,000
  1. เป้าหมายเป็นภาพรวมของ มรภ.ทั้ง 38 แห่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายคาดการณ์ เมื่อดำเนินการจริงอาจจะปรับค่าได้ตามความเหมาะสม ซึ่งแต่ละแห่งสามารถตั้งค่ากลาง คร่าวๆ โดยหาร 38 เช่น เป้าหมายรวม 10,000 คน แต่ละ มรภ.เท่ากับ 10,000/38 =263 ราย เป้าหมายชุมชน รวม 1000 แห่ง แต่ละ มรภเท่ากับ 27 ชุมชนเป็นต้น
  2. แต่ในทางปฏิบัติ อาจารย์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน ภายหลังการประชุม ควรนำเรียนผู้บริหารเพื่อให้ทราบกรอบแนวคิดของโครงการฯ และเป้าหมายรวมของ มรภ.ทุกแห่ง เพื่อผู้บริหารรับทราบ และมอบนโยบาย วัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของโครงการ ซึ่งจะต้องมีการระบุเป้าหมาย กิจกรรม งบประมาณ และผู้รับผิดชอบ อยู่ในรายละเอียดของโครงการ ค่าเป้าหมายดังกล่าวถึงจะเป็นค่าเป้าหมายของแต่ละมหาวิทยาลัย

  1. แต่ละมหาวิทยาลัย สามารถกำหนดนิยามของชุมชนได้ จากนั้นก็ทำการขึ้นทะเบียนชุมชนใน App BSE Monitor (Rajabhat) โดยระบุว่าชุมชนนั้นตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ตำบล อำเภอ จังหวัดใด จะถือว่า 1 ชุมชน ถ้่าเป็นไปได้ ชุมชนไม่ควรที่จะอยู่หมู่บ้านเดียวกัย ในตำบลนั้น แต่ถ้าจำเป็นก็อยู่ในหมู่เดียวกันได้ เนื่องจากในเขตเมืองนั้น มักจะไม่ค่อยมีหมู่บ้าน (ถ้าไม่มีหมู่บ้าน โปรแกรมจะกำหนดเป็นหมู่ที่ 0)
  2. เมื่อไปขยายผลก่รคัดกรองมะเร็งเต้านม ผ่านการสอนและการฝึกทักษะในด้านการตรวจเต้านมด้วยตนเอง โดยการสอนต้องสอนสตรีทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติว่า มีมือถือที่ใช้ BSE App ได้หรือไม่ แต่การสอนการใช้ BSE App จะสอนเฉพาะคนที่มีมือถือที่ใช้ App ได้เท่านั้น และการนับจำนวนคนในชุมชนจะนับเฉพาะคนที่บันทึกผ่าน BSE App
  3. การขยายผลสู่ชุมชนต้องประสานกับ รพ.สต.และ อสม ในพื้นที่ ก่อนเข้าดำเนินการ และใช้ BSE App Version ประชาชน ไม่ใช้ Version นักศึกษา เนื่องจากถ้าสตรีที่ตรวจเต้านมพบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยตรวจ จะได้ไปรับการตรวจยืนยันที่ รพ.สต. หรือถ้าไม่ได้ไปตรวจยืนยัน ข้อมูลจะได้เชื่อมต่อไปยัง รพ.สต. เพื่อติดตามมาตรวจยืนยันได้

App BSE Monitor ได้เตรียม Menu ให้มีการขึ้นทะเบียนพื้นที่ที่จะขยายผลแล้ว แต่การอบรมในวันที่ 23-24 พค.65 นั้น ยังไม่ได้กล่าวในรายละเอียด เนื่องจากอยากให้ การสมัครสมาชิก e-Learning และ BSE App ก่อน เมื่อเข้าที่แล้วจะทำการชี้แจง BSE Monitor ทาง Online อีกครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ จะครอบคลุม ในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  1. แจ้ง รหัสสถานศึกษา และ password เบื้องต้น (แล้วไปเปลี่ยน Password ใหม่ทีหลัง) เพื่อ login เข้าระบบ
  2. วิธีการขึ้นทะเบียน ชุมชนที่จะเข้าไปขยายผล
  3. วิธีการติดตาม นักศึกษาและบุคลากรของ มรภ.ที่ตรวจเต้านมแล้วพบความผิดปกติหรือสงสัยผิดปกติ

การประชุมในวันที่ 24 พค.65 ได้มีการระดมสมองผู้ที่เข้าร่วมการอบรมแบบ onsite โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มคือ A ถึง E จากนั้นได้นำเสนอแนวทางการดำเนินการ จึงนำผลการประชุมกลุ่มมาให้ดู ซึ่งเมื่ออ่านแล้วคงได้ idea ว่าจะนำกรอบแนวคิดไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร