เนื้อหา (contents)

  1. ผู้ที่ได้มอบหมายจากองค์กรให้เป็นตัวหลักของ Health Literacy Champion ตั้งทีมทำงาน และพิจารณาว่า ควรจะมีกี่เครือข่าย (network) ภายในองค์กร ถ้ามีมากกว่า 1 เครือข่ายให้มอบหมาย Health Literacy Champions เท่ากับจำนวนเครือข่ายที่องค์กรสมควรมี
  2. จัดทำแผน "Promote Health Literacy For all" ให้ครอบคลุมทุกเครือข่าย เพื่อเสนอผู้บริหารอนุมัติแผน
  3. Health Literacy Champions สมัครเป็นสมาชิกของ HLO App เพื่อทำหน้าที่เป็น Admin Link เพื่อสมัครเป็นสมาชิก
  4. เมื่อสมัครเป็นสมาชิกสำเร็จ ให้ทำการ Login เข้าระบบ เมื่อ login สำเร็จจะไปยัง page ของ Admin โดย page ดังกล่าวจะกำหนดแนวทางการดำเนินการ ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด
  5. ประชาสัมพันธ์ และเชิญชวนผู้สนใน
    1. เปิดตัวโครงการว่า องค์กร/ชุมชน ของเรา มุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นองต์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (HLO)
    2. ประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในองค์กร และเชิญชวนผู้สนใจสมัครเป็นสมาขิกของ Health Screening ด้วยการ Scan QR code เพื่อเข้าสู่ Health Screening
    3. แนะนำวิธีการใช้ Health Screening หรือ Child Development (ขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย) ตั้งแต่การ login การบันทึกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลสุขภาพ พร้อมทั้งยืนยันถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่จะได้รับการปกป้อง โดยจะมีการประมวลผลเฉพาะในภาพรวมเท่านั้น
    4. ใส่ข้อมูลสุขภาพ ตาม Form ที่ App กำหนด App จะนำตัวแปรเหล่านั้นมาประมวลผล เพื่อแปลผลสุขภาพเหล่านั้นให้เจ้าของข้อมูลได้เข้าใจ ประเมิน และตัดสินใจว่าจะทำให้ไม่ทำอะไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
    5. ข้อมูลสุขภาพในภาพรวม(App จะไม่ให้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพรายบุคคลโดยเด็ดขาด) ของสมาชิกในองค์กร/เครือข่าย จะเชื่อมโยงไปยัง Admin (Health Literacy Champions) เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการกำหนดแนวทางในการปรับปรุงสุขภาพ
    6. แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่าย Health Literacy Champions เพื่อนำ Used cases ที่ประสบความสำเร็จจากที่อื่นมาประยุกต์ใช้ใยองค์กร/เครือข่ายของตนเอง

  1. Health Screening เป็น App ที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงของช่วงอายุ 15 ปี ขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยต่อจาก Child Dev ที่ใช้ประเมินความเสี่ยงในเด็ก
  2. Health Screening สามารถใช้ในแต่ละบุคคล โดย Scan QR code แล้วใส่ข้อมูลสุขภาพ ทั้งที่ได้จากประวัติ การตรวจร่างกาย หรือค่าผล Lab
  3. ในกรณีที่เป็นระดับองค์กร (ทั้งภาครัฐหรือเอกชน หรือองค์กรชุมชน เช่น อบต.เทศบาล) ต้องการที่จะนำ App Screening ไปใช้ในบุคลากรของตน ซึ่งนอกจากจะประเมินข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ยังสามารถที่จะประเมินภาพรวมทางสุขภาพของบุคลากรในองค์กรในภาพรวม เช่น ร้อยละของบุคลากรที่ น้ำหนักเกิน อ้วน อ้วนลงพุง ไขมันสูง เป็นเบาหวาน ความดันสูง เป็นต้น
  4. ข้อมูลสุขภาพในระดับบุคคล จะเป็นข้อมูลเพื่อให้แต่ละบุคคลสามารถจัดการความเสี่ยงของตนเองได้ ผ่านการพัฒนาบุคคลให้มีทักษะในการจัดการสุขภาพด้วยตนเอง หรือมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)
  5. ภาพรวมของสุขภาพในระดับบุคคลหรือชุมชน จะเป็นปัจจัยนำเข้าในการบริหารจัดการภาพรวมของสุขภาพในภาพรวมขององค์กร
  6. เพื่อให้สามารถบริการจัดการ Health Screening ได้ จึงจำเป็นต้องมีระบบ Admin เพื่อบริหารจัดการ จึงจำเป็นต้องพัฒนา Screening Admin ขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการในระดับองค์กรได้ โดยพัฒนาเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Organization)

ความเป็นมา
  1. Child care เป็น web ที่เขียนตั้งแต่ปี 2554(10 ปีที่แล้ว) โดยเขียนบันทึกการบริการเกี่ยวกับการดูแลเด็กใน รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี ในเรื่อง การเจริญเติบโต (น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ) พัฒนาการเด็กด้วย DSPM และ DAIM .การได้รับวัคซีน และทันตสุขภาพของฟันน้ำนม โดยเขียนแบบ Web base หน้าจอแบบ Desk top เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้บันทึก
  2. เดิมข้อมูลทางด้านสุขภาพของเด็กบันทึกอยู่ในเวชระเบียนและเก็บไว้ที่ รพ. ศูนย์เด็กเล็ก หรือโรงเรียน ทำให้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อการตัดสินใจในการดูแลสุขภาพของเด็กได้ การเปลี่ยนให้ พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้บันทึก และใช้ App ในการแปรผลข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถประเมินสุขภาพของเด็ก จะช่วยส่งเสริม Parental Health Literacy ทำให้การดูแลสุขภาพเด็กดียิางขึ้น
  3. App นี้ได้เตรียมเครื่องมือในการประเมินภาวะสุขภาพเด็กดังนี้
    1. ประเมิน บันทึก และสร้างกราฟ ภาวะการเจริญเติบโต โดยประเมินจากน้ำหนัก และส่วนสูง (Growth) ของเด็ก 0-5 ปี โดยใช้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)
    2. ประเมิน บันทึก และสร้างกราฟ ภาวะการเจริญเติบโต โดยประเมินจากน้ำหนัก และส่วนสูง (Growth) ของเด็ก 6-18 ปี โดยใช้มาตรฐานของกรมอนามัย
    3. ประเมินและบันทึกพัฒนาการเด็กด้วย DSMP และ DAIM
    4. ประเมินและบันทึกภาวะโลหิตจาง (Anemia)
    5. เตรียมแบบประเมิน Autistic ,ซนสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder หรือ ADHD) การเรียนรู้บกพร่อง (Learning Disorder หรือ LD) เป็นต้น

  1. ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลคือเจ้าของข้อมูล และผู้พัฒนา App เท่านั้น โดยถ้าเจ้าของข้อมูล รักษา username และ password ของตนได้อย่างดี ก็เป็นการยากที่ผู้อื่นจะเข้าถึงข้อมูลของคุณได้
  2. เพื่อให้ password มีความแข็งแรง จึงได้กำหนดเงื่อนไขของการตั้ง password ให้มีจำนวนอักษรอย่างน้อย 8 ตัวอักษร และต้องมีตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่ (capital letter) และอักษรพิเศษ (Special Character) อย่างน้อย 1 ตัวเพื่อให้เดาได้ยาก และใช้ Captcha (ตัวอักษรหรือตัวเลขที่เอนไปเอนมาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ Robot)
  3. ออกแบบระบบข้อมูลโดย แยกเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ออกจากช้อมูลสุขภาพทำให้
    1. เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ
    2. เข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ก็ไม่สามารถรู้ว่าเป็นข้อมูลของบุคคลใด
  4. เข้ารหัสชื่อและนามสกุล (aes_encrypt) ทำให้แม้จะเข้าถึงฐานข้อมูล แต่ไม่กุญแจเพื่อไข (aes_decrypt) ก็ไม่สามารถอ่านข้อมูลบนฐานข้อมูลออก
  5. การเชื่อมโยงข้อมูลภาพรวม (ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล) ต้องขอความยินยอม ถ้าไม่ยินยอมก็ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ แม้จะเป็นข้อมูลภาพรวมที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล