1. การแสดงผลที่หน้าจอ แบ่งเป็น 2 แบบ โดยถ้าใช้ Note book หรือ IPAD หรือ Desk top จะเป็นแบบเต็ม ถ้าใช้มือถือจะเป็นแบบย่อ โดยที่มุมขวาบนจะมีเครื่องหมายสี่เหลี่ยม และภายในมี 3 ขีด (Icon Menu) ให้แตะที่ Icon Menu จะมี Menu ให้เลือก
  2. ครั้งแรก ต้องสมัครสมาชิก (ทำครั้งเดียว) โดยแตะที่ Menu สมัครสมาชิก แล้วกรอกข้อมูลตามที่กำหนด จากนั้นกดที่ป่ม ส่งข้อมูล Link ไปยังหน้า สมัครสมาชิก
  3. เลือก Menu Login เพื่อ Login เข้าสู๋ระบบ เมื่อ Login สำเร็จ Menu Login จะเปลี่ยนเป็นชื่อของผู้ที่ Login เข้าระบบแทน และจะมี Menu ย่อยให้เลือก และโปรแกรมจะไปยัง Page ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนในหลักสูตรต่างๆ (ในช่วงแรกที่ยังไปลงทะเบียนจะยังไม่ปรากฏชื่อหลักสูตร Link ไปยังหน้า Login
  4. เลือกลงทะเบียนหลักสูตรที่ต้องการ โดยกดปุ่มสีเขียงด้านซ้ายบน ที่ชื่อว่าลงทะเบียนหลักสูตร จะไปยัง page ให้เลือกหลักสูตร เมื่อเลือกหลักสูตร โปรแกรมจะแสดง Modules ต่างๆภายในหลักสูตรนั้น เพื่อให้เห็นรายละเอียดของหลักสูตร ถ้าสนใจอยากเรียนรู้ ก็กดปุ่มสีแดง เพื่อลงทะเบียนเรียน
  5. เมื่อเลือกแล้ว ที่ Page เดิมจะปรากฎหลักสูตรที่ได้เลือกไว้ ให้ Click ที่หลักสูตร เพื่ออ่านรายละเอียด และทำข้อสอบของแต่ละ Modules
  6. การทำข้อสอบแต่ละหัวข้อ จะให้ทำไม่เกิน 4 ครั้ง และจะเลือกครั้งที่ได้คะแนนสูงสุดเพื่อมาคิดคะแนนรวม
  7. Download คู่มือการใช้ได้ที่นี่
หลักสูตร (click ที่รูปเพื่อดู Modules ในหลักสูตร)

เนื้อหาประกอบด้วย 3 Modules
  1. Module ที่ 1 นำเสนอ นิยามและความหมายของ สุขภาพและการสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) การป้องกันโรค (Disease Prevention) และสรุปการประชุุมส่งเสริมสุขภาพโลก (Global Health Promotion Conference) ตั้งแต่ครั้งที่ 1-10
  2. Module ที่ 2 เน้นหนักหัวข้อที่สำคัญในการส่งเสริมสุขภาพได้แก่ Health Literacy & Health Literate Organization (HLO) และหัวข้อสำคัญในการป้องกันโรค คือ ระบาดวิทยา และการคัดกรองโรค โดยใช้มะเร็งเต้านมเป็นกรณ๊ศึกษา
  3. Module ที่ 3 นำเสนอ ปฏิญญาหรือคำประกาศ 2 ฉบับที่กล่าวถึง การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care คำย่อ PHC) ได้แก่ Declaration of Alma-Ata (1978) และ Astana (2018) และเชื่อมโยงให้เห็น ว่า PHC จะเป็นรากฐานของ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage คำย่อ UHC) และ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals คำย่อ SDGs) และนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Pratice) การพัฒนาสาธารณสุขมูลฐานตามแนวทางของ นพ.อมร นนทสุต
กลุ่มเป้าหมาย :จนท.สธ/นักการสาธารณสุขชุมชน
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

เนื้อหา ประกอบด้วย 6 Module ได้แก่
  1. 5 ขวบปีแรกคือโอกาสทองในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
  2. นมแม่และอาหารสำหรับทารกและเด็ก อายุน้อยกว่า 2 ปี ตามคำแนะนำของ WHO/UNICEF
  3. กำหนดการให้วัคซีน ตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกัน กระทรวงสาธารณสุข 2568
  4. การติดตามการเจริญเติบโต (น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ)ในเด็กโดยใช้ WHO Child Growth Standard
  5. กิจกรรมทางกาย เวลาหน้าจอ และการนอนในเด็กอายุน้อยกว่า5 ปี ตามคำแนะนำ WHO
  6. ฟันแท้ที่สวยงานในผู้ใหญ่มาจากรากฐานของฟันน้ำนมในช่วงวัยเด็ก
กลุ่มเป้าหมาย :พ่อแม่มือใหม่/ผู้สนใจ/จนท.สธ.
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

เนื้อหาประกอบด้วย 2 Modules ได้แก่
  1. ชีวสถิติ (Biostatistics)
  2. ระยาดวิทยา (Epidemiology
กลุ่มเป้าหมาย :จนท./นศ. สาธารณสุข
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

ประกอบด้วย 5 Modules โดยแต่ละ Module จะให้ฟังบทสนาที่พยายามทำเรื่องที่ยาก ให้เข้าใจง่าย โดยใช้ AI (NotebookLM ) ในการสร้างบทสนทนา ประมาณ 20 นาที ก่อน จากนั้นทำแบบฝึกหัด Module ละ 10 ข้อต่อ โดยถ้าตั้งใจฟังบทสนทนาแล้ว แบบฝึกหัดจะง่าย เพื่อให้สามารถผ่านการประเมินโดยไม่ยาก ทั้ง 5 Module ประกอบด้วย
  1. การแบ่งประเภท และระยะของมะเร็งเต้านม เพื่อปูพื้นให้ทราบถึงกายวิภาคของมะเร็งเต้านม และมะเร็งเต้านมเกิดขค้นได้อย่างไร การแบ่งตัวที่ผิดปกติที่ชั้นอีพิธีเรียม (Epithelium) ที่มากขึ้นจนเป็นมะเร็ง โดยถ้ามะเร็งยังไม่ลุกลามทะลุออกนอกชั้น Myoepithelium ถือเป็นมะเร็งระยะที่ 0 (Carcinoma in situ) ถ้าลุกลามออกนอกชั้นนี้จะถือเป็นมะเร็งเต็มขั้น Invasive Carcinoma จากนั้นจะมาพูดถึงระยะของมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อ ผลการรักษา คุณภาพชีวิต ค่ารักษาและอัตราการรอดชีวิต
  2. สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง และอาการของมะเร็งเต้านม เพื่อสรุปให้เห็นประเด็นที่ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของมะเร็งเต้านมคือ เพศหญิง และอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การป้องกันแบบปฐมภูมิมีข้อจำกัด ทั่วโลกจึงใช้การป้องกันแบบทุติยภูมิ ซึ่งก็คือ "เต้า ต้อง ตรวจ" เนื่องจาก " การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การค้นพบให้เร็วที่สุด"
  3. การคัดกรองมะเร็งเต้านม เพื่อให้ทราบประเภทของการคัดกรอง ซึ่งแบ่งเป็นการคัดกรองมะเร็งเต้านมระดับชาติ และการคัดกรองตามโอกาส โดยการคัดกรองมะเร็งระดับชาติ จะเป็นการคัดกรองเป็นขั้นๆ ได้แก่ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) เมื่อพบความผิดปกติหรือสงสัยผิดปกติ จะไปที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านภายใน 2 สัปดาห์เพื่อตรวจยืนยันที่เรียกว่า CBE ถ้า CBE พบความผิดปกติ จะนำไปตรวจด้วยแมมโมแกรม หรือบางพื้นที่อาจจะมีการทำอัลตราซาวด์เฉพาะจุดที่เรียกว่า Targeted Ultrasound ก่อนทำแมมโมแกรม
  4. ระบาดวิทยาของมะเร็งเต้านม ความหมายของระบาดวิทยาคือ วิชาที่ศึกษาการกระจาย (Distribution) และสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค (Determinant) เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ในการควบคุมโรค โดยมาตรการต่างๆในการควบคุมมะเร็งเต้านมนั้นมาจากฐานความรู้ทางระบาดวิทยา
  5. การรักษามะเร็งเต้านม ให้ทราบวิวัฒนาการของแนวคิด ที่เดิมคิดว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคเฉพาะที่ (Local) จึงใช้การผ่าตัดทั้งเต้านม และอวัยวะรอบข้างที่มากมายที่เรียกว่า Radical Mastectory ต่อมาแนวคิดเริ่มเปลี่ยนไป โดยมองมะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเฉพาะที่ แต่สามารถกระจายผ่านระบบเลือดและระบบนำเหลืองไปยังอวัยวะต่างๆ (Sytemic) การรักษาโดยการผ่าตัดแบบ Radical จึงไม่จำเป็น แต่เป็นการผสมผสาน ทั้งการผ่าตัด การฉายแสง เคมีบำบัด ฮอรโมนบำบัด และการรักษาแบบมุ่งเป้า และวิวัฒนาการของการแพทย์ จะเริ่มก้าวจาก การแพทย์ที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ มาเป็นการแพทย์แม่นยำ (precision Medicine)
กลุ่มเป้าหมาย :นักศึกษา/จนท.สาธารณสุข
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

หลักสูตรนี้ เรียบเรียงจาก The Solid Fact Health Literacy WHO โดยแบ่งเป็น Module ได้แก่
  1. Module ที่ 1 ทำไม Health Literacy ถึงสำคัญ
  2. Module ที่ 2 Health Literacy Setting
  3. Policy For Promote Health Literacy
กลุ่มเป้าหมาย :จนท.สาธารณสุข
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

มะเร็งเต้านม รู้เร็วรักษาได้ จัดทำในรูป e-Learning สำหรับ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 Modules ได้แก่
  1. Module ที่ 1 “ความรู้มุ่งสู่ความตระหนัก” Module นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจให้มาตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างสม่ำเสมอ ทุกเดือน โดยฉายภาพให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ของมะเร็งเต้านมซึ่งเป็นมะเร็งที่พบรายใหม่มากที่สุดในโลก แม้ประเทศไทยจะเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด แต่ก็มีแนวโน้มที่จะแซงขึ้นอันดับ 1 ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เพศหญิง และอายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม ล้วนเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของมะเร็งตับและมะเร็งปอดเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ ยุทธศาสตร์ในการควบคุมหรือจัดการมะเร็งเต้านม จึงไม่ได้อยู่ที่การลดอัตราการป่วย ซึ่งกระทำได้ยาก แต่ใช้ค้นพบให้เจอในระยะแรก เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรักษา (รู้เร็ว รักษาได้) เนื่องจากการรักษามะเร็งเต้านมในระยที่ 1 อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี และ 10 ปีเท่ากับร้อยละ 97 และ 96 ตามลำดับ (ข้อมูลของ รพ.ศิริราช) สามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านม โดยไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออกทั้งข้าง และต้นทุนเมื่อเทียบกับประสิทธิผลก็ต่ำกว่า
  2. Module ที่ 2 “ค้นหามะเร็งแต่เริ่มแรก” เพื่อปูพื้นให้ทราบวิธีการคัดกรองมะเร็งเต้านมมี 3 วิธี คือ วิธีแรกคือ การตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน (Breast Self Examination หรือ BSE) วิธีที่ 2 คือ การไปสถานบริการเพื่อตรวจเต้านมโดยบุคลากรสาธารณสุข ปีละครั้ง (Clinical Breast Examination หรือ CBE) วิธีที่ 3 คือการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) แม้การทำแมมโมแกรมจะเป็นวิธีที่ค้นพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกที่ดีที่สุด แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรของประเทศไทยที่มี เครื่องแมมโมแกรมเพียง 600 เครื่อง มีรังสีแพทย์ 1900 คน มีนักรังสีการแพทย์ 15000 คน สตรีอายุ 50 ปีขึ้นไปมี 12 ล้านคน การจะคัดกรองสตรีอายุ 50 ปีขึ้นไปทุกราย ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 ปี เมื่อวิธีที่ดีที่สุดแต่ไม่สามารถปฏิบัติให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกคนได้ ประเทศไทยจึงแนะนำการคัดกรองมะเร็งเต้านม แบบเป็นขั้นๆ คือ ตรวจเต้านมด้วยตนเองก่อน (BSE) ถ้าพบผิดปกติ ให้ไปตรวจยืนยันโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (CBE) ถ้าตรวจยืนยันแล้วพบผิดปกติ ถึงส่งไปทำแมมโมแกรม โจทย์ใหญ่ของ “มะเร็งเต้านม รู้เร็ว รักษาได้ “ คือ จะทำอย่างไร ให้สตรีไทยอายุ 20 ปีขึ้น ตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน
  3. Module ที่ 3 “มะเร็งเต้านม รู้เร็ว รักษาได้ “ การรักษามะเร็งเต้านมมี 5 วิธีคือ การผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา ฮอร์โมนบำบัด และการรักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy) แม้คุณภาพการรักษาของไทยดีแต่อัตราการตายโดยรวมยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากสัดส่วนของมะเร็งระยะแรกซึ่งมีอัตราการตายต่ำของไทยน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้อัตราการตายโดยรวมสูง การจะลดอัตราการตายโดยรวมได้ต้องเพิ่มสัดส่วนของมะเร็งระยะที่ 1 การจะพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ได้ ขนาดของก้อนมะเร็งต้องไม่เกิน 2 ซม. ความจำกัดทางทรัพยากรทำให้ไม่สามารถคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม จึงเหลือทางเลือกเดียวคือต้องบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า (Value chain)ของการคัดกรองมะเร็งเต้านมให้มีประสิทธิภาพที่สุด ตั้งแต่ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) ที่เป็นต้นน้ำ การตรวจเต้านมโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (CBE) ที่เป็นกลางน้ำ และการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) ที่เป็นปลายน้ำ เพื่อให้ค้นพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก เพื่อรีบน้ำเข้าสู่กระบวนการรักษา การดำเนินงานของโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านมที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2555 จนถึงปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่ามีประสิทธิผล และควรค่าที่จะขยายผลในการทำทั่วประเทศ
กลุ่มเป้าหมาย :นักศึกษาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ผู้พัฒนา : คณาจารย์จากศูนย์ถันยรักษ์ และกรมอนามัย

โปรแกรมการอบรมประกอบด้วย 5 Modules

  1. ความรู้มะเร็งเต้านมสำหรับพยาบาล (เรียนแบบ e Learning)
  2. การฝึกทักษะในเรื่อง BSE , CBE และหลักการของ Targeted Breast Ultrasound (ส่วนของทฤษฎีเรียนแบบ e Learning)
  3. Pre and Post counseling ทั้งในช่วงคัดกรอง ,เมื่อทราบเป็นมะเร็งเต้านม และเมื่ออยู่ในช่วงการรักษามะเร็งเต้านม (ส่วนของทฤษฎีเรียนแบบ e Learning)
  4. ระบาดวิทยาเบื้องต้นสำหรับมะเร็งเต้านม ได้แก่ Incidence ,Prevalence ,Standard Aged Adjust Incidence rate รวมถึงการหาความสัมพันธ์ด้วย Odds ratio ,Survival Analysis (ส่วนของทฤษฎีเรียนแบบ e Learning)
  5. ระบบข้อมูลในโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าเพื่อต้านภัยมะเร็งเต้านม ตั้งแต่
    1. การขึ้นทะเบียนหญิง 30-70 ในพื้นที่ผ่าน JHCIS,Hosxp
    2. การติดเตามข้อมูล BSE ,CBE ผ่าน HDC ของกระทรวงสาธารณสุข
    3. การบันทึกข้อมูลในกรณีที่ติดตามไปข้างหน้าแล้วพบมะเร็งเต้านมด้วยโปรแกรม Breast Cancer
    4. การเข้าใจหลักการของโปรแกรม Thai Cancer based Registry ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์
กลุ่มเป้าหมาย :พยาบาล/นักวิชาการ
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล

บทนำ

ในสังคมที่มีความซับซ้อนและประชาชนกำลังถูกถาโถมด้วยข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง และประชาชนกำลังเผชิญกับระบบสุขภาพที่มีความซับซ้อน การจะพัฒนาสมรรถนะให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นประเด็นที่ท้าทาย จากหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า การขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพจะส่งผลต่อสุขภาพ และความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นตัวแปรที่สำคัญตัวหนึ่งที่จะทำนายสถานะสุขภาพ เช่นเดียวกับ อายุ รายได้ การมีงานทำ ระดับการศึกษา เชื้อชาติ การสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพใน setting ต่างๆที่ประชาชนอยู่อาศัย เล่น หรือทำงานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ความรอบรู้ด้านสุขภาพ จึงเป็นมิติที่สำคัญของสุขภาพในปี 2020 ซึ่งในปี 2012 ได้บรรจุเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้าไปอยู่ในกรอบนโยบายด้านสุขภาพของยุโรป โดยความรอบรู้ด้านสุขภาพนั้นเป็นทั้ง วิธีการ และ ผลลัพธ์ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างพลังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน รวมถึง บุคลากรในระบบสุขภาพ การเร่งให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพจำเป็นต้องมีกรอบการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมสำหรับองค์กรและบุคลากรในภาคส่วนด้านสุขภาพในการแสดงภาวะการนำ ที่จะทำให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งระดับบุคคลตลอดจนทั้งชุมชน โดยบูรณาการการดำเนินการ ทั้งภาคด้านสุขภาพ ไปยังภาคส่วนนอกสุขภาพที่มีผลต่อปัจจัยกำหนดสุขภาพ เช่น ภาคสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา เพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อทำให้สิ่งแวดล้อมง่ายต่อการเข้าถึง เข้าใจ ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่จะไปสนับสนุนให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

สถานการณ์ของปัญหา

สังคมความรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้นต้องเผชิญกับความสับสนในการติดสินใจทางด้านสุขภาพที่มีข้อมูลข่าวสารทางสุขภาพที่หลากหลาย ทำให้ประเด็นที่ท้าทายว่า ประชาชนจะเลือกวิถีสุขภาพไปในทิศทางใด และจะจัดการกับความเป็นอยู่ของตนเอง และครอบครัวอย่างไรในสังคมและระบบบริการทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ในภาวะทีการเตรียมประชาชนยังไม่ดีพอที่จะเลือกทางเลือกทางสุขภาพที่มีความหลากหลาย ภายใต้สังคมที่ทันสมัย ตลาดสินค้าที่มีทั้งส่งเสริมและบั่นทอนสุขภาพ ระบบสุขภาพที่ซับซ้อนแม้คนที่มีการศึกษาดียังยากต่อการตัดสินใจว่าทางเลือกใดจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากที่สุด และระบบการศึกษาก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างทักษะเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง (Access) เข้าใจ (Understand) ข้อมูลข่าวสารจนสามารถที่จะประเมิน (Appraise) ว่าควรที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิถีชีวิตไปในทิศทางใด (Apply) เพื่อให้เกิดสุขภาพและการกินอยู่ที่ดี ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จำกัด จะทำให้มีทางเลือกทางสุขภาพที่จำกัดตามไปด้วย ส่งผลทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง สุขภาพไม่ดี และไม่สามารถที่จัดการสุขภาพด้วยตนเองได้ ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น จากภาพ แสดงให้เห็นความต้องการหรืออุปสงค์ (Demands)ในด้านต่างๆรวมถึงด้านสุขภาพมีมากขึ้น และสังคมและระบบบริการสุขภาพมีความซับซ้อน (Complexity) มากขึ้น ในขณะที่ทักษะและความสามารถของบุคคลไม่สามารถรองรับความต้องการและความซับซ้อนของระบบสุขภาพได้ ซึ่งจากสำรวจ 8 ประเทศในสหภาพยุโรป (EU) พบว่าในวัยผู้ใหญ่มากกว่าครึ่งที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ จึงเป็นความจำเป็นต้องเตรียม ทักษะและความสามารถทั้งระดับบุคคล องค์กร และทั้งชุมชนให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้เท่าทันความต้องการที่หลากหลายและระบบสังคมและสุขภาพที่มีความซับซ้อน ซึ่งความสามารถหรือทักษะดังกล่าวก็คือความรอบรู้ด้านสุขภาพนั่นเอง ความรอบรู้ด้านสุขภาพจัดเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพ (determinant of Health) ซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคมอื่นๆ ได้แก่ การรู้หนังสือ การศึกษา รายได้ และวัฒนธรรม และจะความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง Document ประกอบด้วย 3 Part โดย
  • Part A จะเป็นทบทวนเพื่อให้เห็นเหตุผลความจำเป็นในการยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ
  • Part B จะทบทวนเกี่ยวกับการนำเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพไปใช้ใน Setting ต่างๆ
  • Part C จะทบทวนเกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายแก่ภาคส่วนหรือหน่วยงานต่างๆ
Box 1. Note of clarification ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสาขาที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และเป็นการยากที่จำทำการศึกษาแบบ randomized controlled trials หลักฐานเชิงประจักษ์จึงได้จากการที่ผู้ทบทวนวรรณกรรมแน่ใจว่า วิธีการที่นำมาใช้ (Intervention)สามารถยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพได้ จึงกำหนดเป็น Promising interventions โดยคำนี้นำมาจาก Institute of Medicine of the United States National Academies เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายลองนำไปใช้ และเมื่อนำไปใช้แล้วเห็นว่ามีประสิทธิผลถึงจะขยายผลไปใช้ในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น หนังสือเล่มนี้ตั้งใจเขียนกลุ่มต่างๆได้อ่าน ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้ข้อเสนอแนะให้ผู้กำหนดนโยบาย สามารถที่นำประเด็นต่างๆที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ เพื่อนำไปใช้ในการออกนโยบาย กฎหมาย หรือการจัดสรรทรัพยากร หรือนำไปพัฒนาโปรแกรม โดยใช้ข้อเสนอแนะที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ไปใช้ในการลำดับความสำคัญ กลุ่มเป้าหมายอื่นได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงภาคส่วนต่างๆนอกภาคสาธารณสุข เพื่อพิจารณาดูว่าแนวปฏิบัติที่ได้ทำสอดคล้องกับแนวทางที่หนังสือเล่มนี้แนะนำหรือไม่ และอยากให้
  1. แบ่งปันประสบการณ์ และร่วมกันสร้างคลังความรู้เกี่ยวกับแผนริเริ่มในการยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Inventory of Health Literacy Initiative)
  2. ประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดการรวมพลังข้ามภาคส่วน
  3. สนับสนุนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อประเมินผล เพื่อตรวจสอบและเขียนเป็นเอกสารในส่วนของ Promising Practice
กลุ่มเป้าหมาย :จนท.สาธารณสุข
ผู้พัฒนา : นพ.ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล
Document

Link Application in This Series